วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บทสวดสำหรับผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

รัตนสูตร คือบทสวดสำหรับผู้ที่เกิด “วันพฤหัสบดี” และใช้ทำน้ำมนต์(ว่าด้วยรัตนทั้ง 3 คือพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ สวดเพื่อปัดเป่าอุปัทวันตรายให้หมดไป)
สมัยพุทธกาล เมื่อครั้งเกิดอหิวาตกโรค ระบาดที่เมืองเวสาลี ในช่วงเวลานั้นเกิดภัยแล้ง ข้าวกล้าในไร่นาเกิดความเสียหายหนัก ผู้คนอดอยาก และล้มตายเป็นจำนวนมาก ชาวเมืองเวสาลีนำซากศพเหล่านั้นไปทิ้งไว้นอกเมือง ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า
“เพราะกลิ่นซากศพของคนที่ตายทั้งหลาย พวกอมนุษย์ทั้งหลายก็เข้าเมือง ต่อแต่นั้นคนก็ตายมากต่อมาก เพราะความปฏิกูลนั้น อหิวาตกโรคย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย”
ชาวเมืองเวสาลีช่วยกันค้นหาสาเหตุของทุพภิกขภัยครั้งนี้ ได้กราบทูลพระราชาว่า คงเป็นเพราะพระองค์ไม่ตั้งอยู่ในธรรมกระมัง จึงเกิดทุกข์เข็ญเช่นนี้ พระราชารับสั่งให้ช่วยตรวจสอบว่า พระองค์ไม่ตั้งอยู่ในธรรมข้อใด ประชาชนก็ช่วยกันพิจารณาตรวจสอบแต่ไม่พบข้อบกพร่องแต่อย่างใด ต่อมามีบางพวกเสนอว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้ว พระองค์เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ขอได้โปรดกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระพุทธองค์มาโปรดชาวเมืองเวสาลีด้วยเถิด
ในขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ และพระเจ้าพิมพิสารทรงอุปัฏฐากพระพุทธองค์อยู่ เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบว่าชาวเมืองเวสาลีได้ทูลอาราธนาพระองค์เสด็จดับทุกข์ให้ จึงทรงรับด้วยทรงทราบชัดว่า
"เมื่อเราแสดงรัตนสูตรในเมืองเวสาลีแล้ว อารักขาจะแผ่ไปตลอดแสนโกฏิจักรวาล ในเวลาจบพระสูตร ธรรมาภิสมัยจักมีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน"
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปถึงเมืองเวสาลี เกิดฝนตกหนัก เรียกว่า "ฝนโบกขรพรรษ" เป็นฝนพิเศษ เพราะผู้ใดต้องการจะเปียกฝน ก็เปียก ผู้ใดไม่ต้องการเปียก ก็จะไม่เปียก ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมถึงเข่า ถึงเอว ถึงคอ แล้วน้ำพัดพาเอาซากศพเหล่านั้นลงไปในแม่น้ำคงคาจนหมดสิ้น แผ่นดินก็สะอาดบริสุทธิ์ขึ้น
ต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนอยู่ที่ประตูพระนคร ตรัสเรียกพระอานนท์มาแล้วตรัสสอน "รัตนสูตร" แก่พระอานนท์ แล้วโปรดให้ทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมไปทั่วเมือง ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า
"เพื่อกำจัดอุปัทวะเหล่านั้น ที่ประตูพระนครเวสาลี สวดอยู่เพื่อป้องกัน ใช้บาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าตักน้ำ เที่ยวประพรมอยู่ทั่วพระนคร ก็เมื่อพระเถระกล่าวคำว่า "ยังกิญจิ" เท่านั้น พวกอมนุษย์ทั้งหลายที่อาศัยกองหยากเยื่อ และประเทศแห่งฝาเรือนเป็นต้น ซึ่งยังไม่หนีไปในกาลก่อน ก็พากันหนีไปทางประตูทั้ง ๔ ....เมื่อพวกอมนุษย์ไปกันแล้ว โรคของมนุษย์ทั้งหลายก็สงบ" ดังนี้


แบบย่อ
ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สะเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง ยะทัชฌะคา สัก์ยะมุนี สะมาหิโต นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยีสุจิงสะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติอิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯเย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง เต ขีระพีชา อะวิรุฬหิฉันทา นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโปอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
แบบเต็ม
การสวดรัตนสูตร มีจุดประสงค์ในการขจัดภัยพิบัติ 3 ประการ (ตามที่ปรากฎในพระสูตร)1. ทุพภิกขภัย คือ ภัยจาก ข้าวยากหมากแพง2. อมนุสภัย คือ ภัยจาก ภูตผีปีศาจทำร้าย3. โรคภัย คือ ภัยจาก โรคภัยไข้เจ็บ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะนะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะนะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ(แบบเต็มนะครับ)ยานี ธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุมมานิ วายานิวะ อันตะลิกเข,สัพเพวะ ภูตา สุมะนา ภะ วันตุ,อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง, ตัส์มา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ, เม ตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ, ทิวา จะ รัต โต จะ หะรันติ เย พะลิง, ตัส มา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา, ยัง กิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา, สัค เคสุ วา ยัง ระ ตะนัง ปะณีตัง, นะ โม สะมัง อัต ถิ ตะถาคะเตนะ, อิ ทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ, ขะ ยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณี ตัง, ยะ ทัชฌะคา สัก์ยะมุนี สะมาหิโต, นะ เตนะ ธัมเมนะ สะ มัตถิ กิญจิ, อิ ทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง, เอ เตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิงสะมาธิมานันตะริกัญญะมา หุ, สะมาธินา เต นะ สะโม นะ วิ ชชะติ, อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง, เอ เตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯเต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา, เอ เตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ, อิทัมปิ สัง เฆ ระตะนัง ปะณีตัง,เอเตนะ สัจ เจนะ สุวัตถิ โหตุฯเย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ, นิ กกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ, เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัย์หะ ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา, อิ ทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอ เตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯเย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ, คัม ภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ กิญจาปิ เตโหนติ ภุสัปปะมัตตา นะ เต ภะวัง อัฏฐ มะมาทิยันติ, อิทัมปิ สัง เฆ ระ ตะนัง ปะณีตัง, เอ เตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯสะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ, ตะ ยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะ วันติ, สัก กายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ สีลัพพะตัง วา ปิ ยะทัตถิ กิญจิ, จะ ตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต จะ จา ภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง, อิ ทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอ เตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯกิญจาปิ โส กัมมัง กะโร ติ ปาปะกัง, กา เยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา อะ ภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ, อะ ภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา,อิทัมปิ สัง เฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯ วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค, คิมหานะ มาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห, ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ นิ พพานะคามิง ปะระมังหิตายะ, อิ ทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณี ตัง, เอ เตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุฯวะโร วะรัญญู วะระโท วะรา หะโร, อะ นุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ, อิ ทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง, เอ เตนะ สัจจนะ สุวัตถิ โหตุฯขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัส์มิง, เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา นิ พพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป,อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง, เอ เตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โห ตุฯยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุม มานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข, ตะ ถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง พุ ทธังนะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุฯยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุม มานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข, ตะ ถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง ธัม มังนะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุฯยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ ภุม มานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข, ตะ ถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง สัง ฆังนะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุฯ
แปล
เหล่าภูตทั้งหลายทั้งที่ อยู่ ณ ภาคพื้นก็ดี ทั้งที่อยู่ในอากาศก็ดี ที่มาชุมนุมกันอยู่ ณ สถานที่นี้ก็ดี; ขอหมู่ภูตทั้งปวงนั้น จงเป็นผู้มีใจดีเถิด; และ เชิญฟังคำสดุดีพระรัตนตรัยอันข้าพเจ้าจักกล่าวโดยเคารพเถิด;ดู ก่อนภูตทั้งหลายเพราะเหตุนั้นแล ขอท่านทั้งหลาย ทั้งปวงจงฟังข้าพเจ้าเถิด; ขอ ท่านทั้งหลายจงกระทำเมตตาจิตในประชาชาวมนุษย์เถิด; ซึ่งมนุษย์ทั้งหลาย ทำเทวตาพลีอยู่ทั้งกลางวัน และกลางคืน; เพราะเหตุนั้นแล ท่าน ทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาท ช่วยคุ้มครองรักษาเขาเหล่านั้นด้วยเถิด; ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันใดอันหนึ่งในโลกนี้ ก็ดีในโลกหน้าก็ดี; หรือรัตนะอันใดอันประณีตในสวรรค์; ทรัพย์หรือรัตนะนั้นๆ ที่จะเสมอด้วยพระคถาคตเจ้า ไม่มีเลย; แม้ข้อนี้จัดเป็นรัตนคุณ อันประณีต ในพระพุทธเจ้า; ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด; พระศากยมุนีเจ้า ทรงมีพระหฤทัยดำรงมั่นได้ทรงบรรลุธรรมอันใด เป็นที่สิ้นกิเลสเป็นที่สิ้นราคะ เป็นอมตะธรรมอันประณีต สิ่งใดๆที่เสมอด้วยพระธรรมนั้นย่อมไม่มี;แม้ข้อนี้จัดเป็นรัตนคุณ อันประณีตในพระธรรม; ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอ ความสวัสดี จง บังเกิดมีเถิด; พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรง สรรเสริญแล้ว ซึ่งสมาธิอันใด, ว่าเป็นธรรมอันสะอาด;บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงสมาธิอันใด ว่าเป็นธรรมที่ให้ผลโดยลำดับ; สมาธิอื่นที่เสมอด้วย สมาธินั้น ย่อมไม่มี; แม้ข้อนี้จัดเป็นรัตนคุณอันประณีต ในพระธรรม; ด้วย คำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จง บังเกิดมีเถิด;บุคคลเหล่าใด นับเรียงองค์ได้เป็น ๘ นับเป็นคู่ได้ ๔ คู่ อันสัตบุรุษทั้งหลาย สรรเสริญแล้ว; บุคคล เหล่านั้น เป็นสาวกของพระสุคตเจ้า เป็น ผู้ควรแก่ทักษิณาทาน;ทานทั้งหลาย ที่ บุคคลถวายในท่านเหล่านั้นย่อมมีผลเป็นอันมาก; แม้ ข้อนี้จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์; ด้วย คำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จง บังเกิดมีเถิด;พระอริยบุคคลทั้งหลาย เหล่าใด มีใจอันมั่นคงไม่ยินดีในกาม ประกอบความเพียรดีแล้ว ในศาสนาพระโคดมเจ้า;พระอริยบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น, บรรลุคุณอันควรบรรลุ คือพระอรหัตตผลแล้ว หยั่งเข้าสู่พระนิพพานเป็นอารมณ์; ได้ซึ่งความดับกิเลสโดยเปล่าๆ แล้ว เสวยอยู่พระนิพพาน อันเป็นเครื่องดับแห่งกิเลส;แม้ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์; ด้วย คำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จง บังเกิดมีเถิด;เสา เขื่อนที่ฝังลงดิน อย่างมั่นคงแล้ว, ลม ทั้ง ๔ ทิศที่พัดมา ไม่พึงทำให้หวั่นไหวได้ ฉัน ใด; บุคคลใดย่อมเห็นอริยสัจ ทั้งหลายโดยไม่หวั่นไหวเราเรียกผู้นั้นว่าเป็น สัตบุรุษผู้ไม่หวั่นไหว อุปมาเหมือนเสาเขื่อนนั้น แม้ ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์;ด้วยคำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด;บุคคล เหล่านั้น ถึงจะเป็นผู้ประมาทอยู่มาก แต่ ท่านก็ย่อมไม่ถือเอาภพมาเกิดในคำรพที่๘ แม้ข้อนี้ จัด เป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์; ด้วย คำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีเถิด; สังโยชน์ ๓ ประการคือ สักกายทิฐิ, วิจิกิจฉา,และสีลัพพตปรามาส ซึ่งเป็นกิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ใน ภพ อันพระโสดาบันละได้แล้ว เพราะความถึงพร้อม แห่งญาณทัสนะอนึ่ง พระโสดาบันเป็นผู้พ้นได้แล้วจากอบายภูมิทั้ง ๔ ทั้งไม่ อาจที่จะทำอภิฐานคือกรรมอันหนัก ๖ ประการ แม้ข้อนี้ จัดเป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์; ด้วยคำสัจจ์นี้ขอความสวัสดีจงบังเกิดมีเถิด;พระ โสดาบันนั้น ยังทำความผิดเล็กน้อยทางกาย ทางวาจาหรือทางใจ อยู่บ้างก็จริง พระ โสดาบันนั้น ก็เป็นผู้ไม่ปกปิดความผิดนั้น ไว้ความที่บุคคลผู้เข้า ถึง กระแสพระนิพพานแล้ว เป็น ผู้ไม่ควรปกปิดความผิดไว้นี้ อัน เราตถาคตกล่าวแล้ว แม้ข้อนี้ จัด เป็นรัตนคุณอันประณีตในพระสงฆ์; ด้วย คำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จง บังเกิดมีเถิด;พุ่ม ไม้ในป่า แตกยอดในเดือนต้นคิมหันต์แห่งคิมหันตฤดู ฉันใด พระ ตถาคตเจ้า ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ ซึ่ง เป็นหนทางให้ถึงพระนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ทั้ง หลาย ก็มีอุปมาฉันนั้น; แม้ ข้อนี้ก็เป็นรัตนคุณอันประณีตในพระพุทธเจ้า; ด้วย คำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จง บังเกิดมีเกิด;พระ ตถาคตเจ้าทางเป็นผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้รู้สิ่งอันประเสริฐ ทรงเป็นผู้ให้สิ่งอันประเสริฐทรงเป็นผู้นำมาซึ่งสิ่ง อันประเสริฐ; ทรงเป็นผู้ไม่ มีใครยิ่งกว่า ได้ทรงแสดงแล้วซึ่งพระ ธรรมอันประเสริฐ; แม้ ข้อนี้ ก็เป็นรัตนคุณอันประณีตในพระพุทธเจ้า; ด้วย คำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จง บังเกิดมีเกิด;กรรม เก่าของพระอริยบุคคลเหล่าใดสิ้นแล้ว กรรม ใหม่ที่จะเกิด ในภพใหม่ย่อมไม่มี;พระอริยบุคคลเหล่าใด, มีจิตอันหน่ายแล้วในภพต่อไป; พระ อรหันต์เหล่านั้น มีพืชคือวิญญาณอันจะเกิดในภพต่อไปสิ้นแล้ว ไม่มีความพอใจที่จะเกิดอีกต่อไป; เป็น ผู้มีปัญญา ย่อมนิพพานเหมือนดังดวงประทีปที่ดับไปฉะนั้น; แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนคุณ อันประณีตในพระพุทธเจ้า; ด้วย คำสัจจ์นี้ ขอความสวัสดี จง บังเกิดมีเกิด;ภูต ประจำถิ่นเหล่าใด ประชุมกันแล้วในพระนครก็ดี เหล่าใดประชุมกันแล้วใน อากาศก็ดี เราทั้งหลายจงนมัสการพระพุทธเจ้าผู้ มาแล้ว ผู้ซึ่งเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสุขสวัสดีจงมีเถิด ภูต ประจำถิ่นเหล่าใด ประชุมกันแล้วในพระนครก็ดี เหล่าใดประชุมกันแล้วใน อากาศก็ดี เรา ทั้งหลายจงนมัสการพระธรรมอันมาแล้ว อัน เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสุขสวัสดีจงมีเถิด ภูตประจำถิ่นเหล่าใด ประชุมกันแล้วในพระนครก็ดี เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี เรา ทั้งหลายจงนมัสการพระสงฆ์ผู้มาแล้ว อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสุขสวัสดีจงมีเถิด

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สูตรทำอาหารอย่างง่าย

ห่อหมก
เครื่องปรุง
เนื้อหมูหรือไก่หรือปลา 300 กรัม
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
มะพร้าว 400 กรัม
ไข่ 1 ฟอง
ใบโหระพาเด็ดใบ 1 กำ
ใบมะกรูด 2 ใบ
ผักชี 1 ต้น
พริกแดง 1 เม็ด

เครื่องปรุงน้ำพริก
พริกแห้ง 5 เม็ด
ผิวมะกรูดหั่นละเอียด 1 ช้อนชา
รากผักชีหั่นละเอียด 2 ช้อนชา
หอม 7 หัว
พริกไทย 5 เม็ด
กระเทียม 3 หัว
เกลือ 1 ช้อนชา
ข่าหั่นละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
กะปิ 1 ช้อนชา
ตะไคร้หั่นละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. โขลกเครื่องน้ำพริกให้ละเอียด
2. ล้างเนื้อหมูไม่ต้องละเอียดมาก ถ้าใช้ไก่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ถ้าใช้ปลาแล่เนื้อหั่นบางๆ หมักเนื้อสัตว์กับน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
3. นำมะพร้าวใส่น้ำ 1/2 ถ้วย คั้นให้ได้ 1 1/2 ถ้วย ครั้งที่ 2 ใส่น้ำ 1/2 ถ้วย คั้นให้ได้ 1/2 ถ้วย
4. แบ่งหัวกะทิครั้งที่ 2 ..1 3/4 ถ้วย ใส่แป้งข้าวจ้าว 1 ช้อนชา ตั้งไฟคนพอเดือด ยกลง เก็บไว้หยอดหน้า
5. ละลายหัวกะทิที่เหลือกับน้ำพริกที่เหลือคนให้เข้ากัน ใส่เนื้อหมูคนต่อไป ใส่ไข่ ใส่น้ำปลา และกะทิที่เหลือทีละน้อยจนหมด ใส่ใบโหระพา ผักชี ใบมะกรูดเล็กน้อยคนเข้าด้วยกันจะทำให้หอม
6. ใส่โหระพาที่เหลือ รองก้นกระทง ตักส่วนผสมใส่ให้เต็มกระทงนึ่ง 15 นาที ยกลงหยอดหน้ากะทิ โรยผักชี ใบมะกรูด พริกแดง นึ่งต่ออีก 1 นาทีเปิดฝารังถึง ยกลง


ปูผัดผงกระหรี่
เครื่องปรุง
ปูไข่ 1 ตัว
หอมใหญ่ 1 หัว
ขึ้นฉ่าย 2 ต้น
ต้นหอม 3 ต้น
พริกชี้ฟ้าแดง 2 เม็ด
พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
ผงกะหรี่ 2 ช้อนชา
นมสด 1/2 ถ้วย
น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ล้างปูให้สะอาด สับเป็นชิ้น
2. ใส่น้ำมันในในกระทะ พอน้ำมันร้อนใส่ปูลงผัดจนปูสุก จึงใส่ผงกะหรี่
3. ผสมนมสด น้ำพริกเผา และไข่ไก่ตีให้เข้ากัน แล้วเทลงในกระทะ เติมน้ำมันหอย
4. ใส่หอมใหญ่ ขึ้นฉ่าย พริกชี้ฟ้าแดง ต้นหอมหั่น ผัดให้เข้ากันจนสุก โรยพริกไทยป่นตักขึ้นใส่จานเสิร์ฟได้



















สูตรอาหารไทย
ปอเปี๊ยะสด
เครื่องปรุงโดยประมาณ สำหรับรับประทาน 2 คน
ส่วนผสมปอเปี๊ยะสด ปริมาณกะเอาเองตามชอบ
1. ปูอัด
2. กุ้งสด
3. อกไก่
4. ผักสลัด
5. แตงกวา
6. แครอท
7. แผ่นปอเปี๊ยะเวียดนาม
หมายเหตุ สำหรับไส้ปอเปี๊ยะเนี่ย จริงๆ แล้วก็ใช้อะไรก็ได้ตามใจคนกินนะคะ ไม่จำเป็นต้องเหมือนที่บอกไว้ข้างบนเป๊ะๆ ถ้าใครชอบพวก กุนเชียง ไส้กรอก เต้าหู้ สะระแหน่ โหระพา ถั่วงอก ไข่เจียว เนื้อปู เส้นขนมจีนฯลฯ ก็ดัดแปลงได้ตามชอบ
วิธีทำ
- ปูอัดผ่าครึ่งตามยาว
- ผักสลัดเด็ดใบแล้วล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำพักไว้
- แตงกวาเอาไ่ส้ออกแล้วหั่นเป็นเส้นตามยาว
- แครอทปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นเส้นตามยาว
- กุ้งแกะเปลือกออกให้หมดแล้วนำไปลวกให้สุก หั่นเป็นชิ้นพอคำ
- อกไก่ล้างให้สะอาด หั่นเป็นเส้นๆ ไม่หนามาก แล้วนำไปลวกให้สุก

1. นำหม้อใส่น้ำตั้งไฟ ใส่เกลือ 1/2 ชช. น้ำตาลทราย 1 ชช. น้ำส้มสายชู 1 ชช. ลงไป ต้มจนเดือดใส่แครอทลงไปลวกประมาณ 1 นาที ใส่แตงกวาแล้วปิดไฟ ตักแตงกวาและแครอทขึ้นสะเด็ดน้ำทันที

2. เมื่อถึงเวลาห่อปอเปี๊ยะสด นำน้ำร้อนใส่ชามอ่างใบใหญ่เตรียมไว้ นำแผ่นปอเปี๊ยะเวียดนามลงผ่านน้ำร้อนประมาณ 5-10 วินาที หรือจนกว่า แผ่นปอเปี๊ยะจะนิ่ม ยกขึ้นจากอ่างน้ำร้อน สะบัดน้ำออก แล้ววางแผ่นปอเปี๊ยะบนเขียง วางผักสลัด / สะระแหน่ / ใบโหระพา ลงบนแผ่นปอเปี๊ยะ ตามด้วยแตงกวา แครอท ปูอัด กุ้ง เนื้อไก่ แล้วม้วนแผ่นปอเปี๊ยะทับไส้ 1 รอบ ตลบด้านข้างซ้าย-ขวาเข้าหากัน แล้วม้วนขึ้นไปด้านบนจนสุดแผ่นแป้งเลย
ส่วนผสมน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน โดยประมาณนะ
1. น้ำตาลทรายแดง 4 ชต.
2. น้ำตาลปี๊บ 4 ชต.
3. น้ำมะขามเปียก 4 ชต.
4. ซีอิ้วดำ 1 ชต.
5. ซีอิ้วขาว 1 ชต.
6. น้ำปลา 1 ชต.
7. น้ำส้มสายชู 1/2 ชต.
8. เกลือ 1/4 ชช.
9. ผงพะโล้ 1/4 ชช.
10. แป้งมัน 1 ชต.
11. น้ำสะอาด 1 ชต. ส่วนผสมข้อ 1-9 ใส่หม้อตั้งไฟอ่อนเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมข้นเหนียว ละลายแป้งมันกับน้ำแล้วใส่ในหม้อน้ำจิ้ม คนให้เข้ากันดี เคี่ยวต่อไปอีก ประมาณ 1 นาทีแล้วยกลง
ส่วนผสมน้ำจิ้มเผ็ด
1. พริกขึ้หนู
2. กระเทียม
3. น้ำมะนาว
4. น้ำตาลทราย
5. น้ำปลา

นำส่วนผสมทุกอย่างปั่นรวมกันจนละเอียด ชิมรสเปี้ยว เค็ม เผ็ด หวานกลมกล่อม หรือถ้าใครไม่มีเครื่องปั่นก็โขลกกระเทียมกับพริกขี้หนูให้ ละเอียดแล้วเติมน้ำมะนาว น้ำตาลทราย และน้ำปลาลงไปปรุงรสตามชอบ มาดูส่วนผสมโดยประมาณกัน

ส่วนผสม สำหรับ 3 ที่
หอยแมลงภู่ 3/4 ถ้วย
ถั่วงอก 1 1/2 ถ้วย
ซีอิ้วขาว 1/2 ช้อนชา
กระเทียมสับ 1 ช้อนชา
ไข่ไก่ 3 ฟอง
ต้นหอม ผักชี ซอยละเอียด 2 ชต.
แป้งมัน 6 ชต.
แป้งข้าวเจ้า 2 ชต.
น้ำโซดา 125 มล. (ถ้าไม่มีน้ำโซดาก็ใช้น้ำสะอาด 125 มล. แล้วเติมผงฟูไปสัก 1/4 ชช. ก็ได้)
เกลือ 1/4 ช้อนชา
พริกไทย 1/4 ช้อนชา
น้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ
1.เริ่มทำโดยการผสมแป้งมันกับแป้งข้าวเจ้า ใส่พริกไทย เกลือ และน้ำโซดาคนให้เข้ากันดี แล้วนำไปแช่ช่องแข็งไว้ก่อน ระหว่างนั้นก็นำ หอยแมลงภู่ มาล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำทิ้งไว้ ไข่ก็ตีหยาบๆ ไว้ ถั่วงอกก็ล้างให้สะอาด เด็ดหัวกับหาง ส่วนผักชี กับต้นหอมก็ซอยละเอียดเลย
2.เมื่อเตรียมส่วนผสมเรียบร้อยก็เริ่มทำ นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันลงไป เร่งไฟแรงเลย พอน้ำมันร้อน ตักเกือบๆ 1/3 ของส่วนผสมแป้ง ราดลงบนกระทะ เกลี่ยให้เป็นแผ่นทั่วก้นกระทะ

3.จากนั้นก็โรยหอยแมลงภู่ให้ทั่วแผ่นแป้ง แล้วใส่ต้นหอมผักชีโรยให้ทั่ว ตามด้วย 1/3 ของไข่ที่เราตีไว้ พยายามเกลี่ยไข่ ให้ทั่วแผ่นแป้ง แล้วตักส่วนผสมแป้งสัก 1 ชต. ราดไข่อีกที

4.เมื่อแป้งด้านล่างมีสีเหลืองกรอบดีแล้วก็กลับด้าน ทอดให้กรอบเหมือนๆ กันทั้งสองด้าน

5.เจียวกระเทียมให้หอมแล้วใส่ถั่วงอกกับซีอิ้วขาวลงผัดพอผักสลด แล้วจึงตักถั่วงอกใส่จานที่จะใช้เสิร์ฟแล้วตักหอยทอดวางไว้ข้างบน เสิร์ฟพร้อมกับซอสพริกผสม น้ำจิ้มไก่และน้ำต้มสุกเล็กน้อย


ขนมจีน-น้ำยาไก่

เครื่องปรุง (โดยประมาณ)
1. ไก่ เราใช้สะโพกติดน่อง 2 ชิ้น
2. พริกแห้ง 10 เม็ด
3. หอมแดง 4 หัว
4. ข่า 5 แว่น
5. กระชาย 2 แง่ง
6. ตะไคร้ 1 ต้น
7. ใบมะกรูด 6-7 ใบ
8. น้ำสะอาด 2 ถ้วย
9. กะทิ 1/2 ถ้วย
10. พริกแกงเผ็ด 1/2 ช้อนโต๊ะ
11. เกลือ น้ำปลา น้ำตาลทราย
12. ขนมจีน
13. ไข่ต้ม ผักตามชอบ เช่น ผักกาดดอง, ถั่วฝักยาว, ถั่วงอก, กะหล่ำปลี, ใบโหระพา ฯลฯ




วิธีทำ
1. หอมแดงปอกเปลือกออก กระชายและตะไคร้หั่นท่อนแล้วทุบให้แตก ใบมะกรูดล้างให้สะอาด ส่วนไก่ก็ล้างให้สะอาด แล้วสับน่อง กับสะโพกออกจากกัน ได้ชิ้นไก่ 4 ชิ้น พักไว้ก่อน
2. จากนั้นก็นำน้ำสะอาดใส่หม้อขนาดกลาง นำหม้อตั้งไฟจนเดือดแล้วจึงใส่พริกแห้ง หอมแดง ข่า กระชาย ตะไคร้ ใบมะกรูด และ เกลือประมาณ 1/2 ชช. ลงไป ต้มไฟกลางไปเรื่อยๆ จนไก่สุกเปื่อยดี

3. เมื่อไก่สุกดีแล้วก็ปิดไฟ ตักพริกแห้ง หอมแดง ข่า กระชาย ตะไคร้ และใบมะกรูดออกจากหม้อ สะเด็ดน้ำพักไว้ ส่วนชิ้นไก่ก็ตัก ออกมาแล้วแกะเอาแต่เนื้อ กระดูกก็ทิ้งไป โขลกพริกแห้ง หอมแดง ข่า และกระชายรวมกัน ไม่ต้องละเอียดนะ เอาแค่หยาบๆ ก็พอ (อ้อ...อย่าลืมเก็บน้ำซุปไว้ด้วยนะ)

4. ใส่กะทิลงในหม้ออีกใบ นำขึ้นตั้งไฟแล้วใส่พริกแกงเผ็ด และเครื่องที่โขลกลงไปผัดรวมกันจนหอม แล้วจึงใส่เนื้อไก่ ตะไคร้ และใบมะกรูด ผัดให้เข้ากัน แล้วเติมน้ำซุปที่เก็บไว้ลงไปประมาณ 1 ถ้วย ต้มต่อไปจนเดือด ปรุงรสด้วยน้ำปลา ใส่น้ำตาลทราย นิดหน่อยเพื่อรสชาติที่กลมกล่อม ชิมรสตามชอบแล้วปิดไฟ เสร็จเรียบร้อย


ข้าวต้มกุ้งปลาหมึก
วันไหนตื่นสายกว่าปกติ ตื่นขึ้นมาก็หิวมากๆ เดินเข้าครัวก็ไม่มีอะไรกิน เลยต้อง ทำอะไรที่มันไม่ยุ่งยากมาก ก็ได้นี่เลย ข้าวต้มกุ้ง-ปลาหมึก แสนอร่อย
เครื่องปรุงก็มีไม่มาก ตามนี้เลย

1. ข้าวสวย
2. น้ำซุป
3. กุ้ง ปลาหมึก
4. กระเทียมเจียว
5. น้ำส้มพริกดอง
6. น้ำปลา ซีอิ้วขาว
7. น้ำตาล
8. ตั้งฉ่าย
9. ต้นหอม ผักชี ไว้โรยหน้า
วิธีทำ
1. ต้มข้าวสวยกับน้ำซุปจนเดือดประมาณ 5 นาที
2. ใส่น้ำปลา ซีอิ้วขาว น้ำตาล ตั้งฉ่าย น้ำส้มสายชู ปลาหมึกและกุ้ง ลดไฟกลางต้มต่ออีกสัก 5 นาที
3. ใส่กระเทียมเจียว ชิมรสตามชอบ ตักเสิร์ฟแล้วโรยหน้าด้วยต้นหอม ผักชี



ห่อหมกพริกหยวก
ส่วนผสม
1. พริกหยวก 7-8 เม็ด
2. เนื้อปลาสับละเอียด 1 1/2 ถ.(ใช้ปลาอะไรก็ได้ เช่นใช้ทูน่ากระป๋อง)
3. กะทิ 1 ถ.
4. มะพร้าวขูด 1/4 ถ.
5. ไข่ 1 ฟอง
6. พริกแกงเผ็ด 2 ชต.
7. น้ำปลา 1-2 ชต.
8. น้ำตาลทราย 1/2 ชช.
9. แป้งข้าวจ้าว 1 ชต.
10. เกลือ 1 หยิบมือ
11. ใบมะกรูดหั่นฝอย, พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเส้น เอาไว้โรยหน้า


วิธีทำ
1. นำพริกหยวกมาล้างให้สะอาด กรีดตามยาว เอาไส้ออกให้หมด พักไว้ก่อน

2. นำเนื้อปลาสับใส่ชามผสม ใส่พริกแกงกับน้ำปลาลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน แบ่งกะทิมา 3/4 ถ้วย ค่อยๆ เทใส่ลงไปคนให้เข้ากับ ส่วนผสมอื่น

3. จากนั้นใส่มะพร้าวขูดและไข่ลงไป เมื่อผสมเข้ากันดีแล้ว ตักส่วนผสมประมาณ 1 ชช. ใส่ชามทนไฟเข้าเวฟไฟแรงสัก 10-15 วินาที พอสุก ชิมรสดู ถ้ารสชาติยังไม่เป็นที่พอใจก็ปรุงรสเพิ่มตามชอบ
4. นำส่วนผสมมายัดไส้พริกหยวกที่เตรียมไว้ให้เต็ม นึ่งไฟแรงประมาณ 5-6 นาที แล้วราดหน้าด้วยกะทิ แต่งด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย และพริกชี้ฟ้า ที่ซอยไว้นึ่งต่ออีก 2 นาที ก็เรียบร้อย
วิธีทำกะทิราดหน้า
นำกะทิ 1/4 ถ. ที่แบ่งไว้มาใส่หม้อใบเล็กๆ ใส่เกลือไปหนึ่งหยิบมือ นำขึ้นตั้งไฟ เอาแป้งข้าวจ้าวมาละลายน้ำ พอกะทิเดือดก็ใส่แป้ง ข้าวจ้าวลงไปใช้ตะกร้อมือคนตลอดเวลาสัก 10 วินาที ก็นำไปราดหน้าห่อหมกได้เลย









เต้าหู้ทรงเครื่อง
เต้าหู้ทรงเครื่องอาหารจานโปรดของผู้ที่ชอบเต้าหู้ลองทำดูนะ
เต้าหู้ไข่หรือเต้าหู้ขาว(ชนิดอ่อน) 200 กรัม
แป้งโกกิ 1/2 ถ.
น้ำสะอาด 1/4 ถ.
น้ำมันพืชสำหรับทอด
กุ้งสด 5-6 ตัว
ปูอัด 4 แท่ง
เห็ดหอม 4 ดอก
กระเทียมกลีบใหญ่ 1 กลีบ
แครอท 1 หัวเล็ก
เมล็ดถั่วลันเตา 1/4 ถ.
พริกไทยเม็ด 5 เม็ด
ซีอิ้วขาว 1 ชต.
น้ำมันหอย 1 ชต.
น้ำมันงา 1/2 ชช.
น้ำซุป 1/4 ถ.
น้ำตาลทราย 1/4 ชช.
แป้งข้าวโพด 1/4 ชช.
ต้นหอม 2 ต้น

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต วัดโพธิ์ทรายทอง

ประวัติหลวงปู่สุข
พระครูภาวนาภิมณฑ์ (หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต)วัดโพธิ์ทรายทอง ตำบลละหานทรายอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ชาติกำเนิด พระครูภาวนาภิมณฑ์ หรือหลวงปู่สุข ธมฺมโชโต เดิมชื่อ สุข นามสกุล ยอดเยี่ยมแกร เป็นบุตรของ นายโฮ และนางแฮม ยอดเยี่ยมแกร อาชีพทำนา ท่านเป็นบุตรคนที่ ๔ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๒๑ แรม ๕ ค่ำ ปีเถาะ เกิดที่บ้านละหานทราย หมู่ที่ ๒ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ มีพี่น้องร่วมสายโลหิตจำนวน ๖ คน หลวงปู่สุขเป็นคน ที่ ๔ มีรายนามดังต่อไปนี้๑.นายหีบ ยอดเยี่ยมแกร เสียชีวิต๒.นายเต็บ ยอดเยี่ยมแกร เสียชีวิต๓.นายเกต ยอมเยี่ยมแกร เสียชีวิต๔.หลวงปู่สุข มรณภาพ ๓๑ธ.ค.๒๕๑๕๕.นายแป๊ะ ยอดเยี่ยมแกร เสียชีวิต๖.นางอ้ม ยอดเยียมแกร เสียชีวิตการศึกษา ในสมัยนั้นการเรียนหนังสือต้องอาศัยวัด อำเภอละหานทราย ยังเป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ในป่าดงพงพี ถนนหนทางก็ไม่สะดวก เด็กชายสุข เรียนหนังสือขอมที่วัดโพธิ์ทรายทอง จนสามารถ อ่านออกเขียนได้ เมื่ออายุ ๑๗ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดโพธิ์ทรายทอง บรรพชาอยู่ได้ ๕ พรรษาการอุปสมบท เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี จึงอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์ทรายทองตำบลละหานทราย อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ในวันพุธที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุน มีเจ้าอธิการนิ่ม วัดสายน้ำไหล เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการกลิ่น เป็นพระกรรมวาจารย์ พระอธิการเกิดเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ธมฺมโชโต” แปลว่า แสงสว่างแห่งธรรม เมื่อหลวงปู่สุขท่านอุปสมบทท่านก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์ทรายทอง ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนปริยัติธรรมแต่ท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัยซึ่งเป็นภาษาขอม จนมีความรู้ แตกฉานสามารถอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี ท่านศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยที่วัดโพธิ์ทรายทองจนแตกฉานดีแล้ว ท่านก็ตั้งใจที่จะออกธุดงค์เพื่อปลีกวิเวก เพราะหลวงปู่เห็นว่า การที่เล่าเรียนเฉพาะพระธรรมวินัยภายในวัดแต่เพียงอย่างเดียว มันเป็นเพียงแค่เปลือกนอก ไม่ก่อประโยชน์แก่ตัวเองมากนัก ท่านจึงตัดสินใจออกเดินธุดงค์ไปกลายแห่ง ด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านได้เรียนกับ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และด้านพระเวทย์วิทยาคมต่าง ๆ ท่านได้ศึกษากับ พระอาจารย์อินทร์ ภิกษุชาวเขมรซึ่งได้ธุดงค์มาจาก เมืองศรีโสภณ และได้มาสร้าง วัดหนองติม อยู่ในเขต อ.ตาพระยา ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับ จังหวัดปราจีนบุรี หลวงปู่สุขท่านได้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานและก็สมถภาวนาอยู่เป็นประจำ ปฏิบัติธรรมด้วยความเคร่งครัดจนชาวบ้านกล่าวขานกันว่า ท่านสำเร็จถึงขั้น “อภิญญา” ด้วยวัตรปฏิบัติที่ดีงาม ความสำเร็จทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ขาวบ้านเล่ากันปากต่อปาก ถึงกับมีผู้เสื่อมใสหลวงปู่ ในหลายจังหวัดเดินทางมากราบมนัสการและสนทนาธรรมอยู่อย่างเนืองนิตย์ถนนหนทางในสมัยนั้น การคมนาคมยังไม่เจริญเท่าทุกวันนี้ บางคน บางคณะอาจต้องค้างแรมกันหลายคืนทั้งยังบุกป่าฝ่าดงเผชิญกับสัตว์ป่าดุร้ายมากมาย แต่กลุ่มผู้ศรัทธาก็ไม่ยอมย่อท้อ ต่อความยากลำบาก เดินทางมาจนถึงตัวท่านให้ท่านเป่ากระหม่อมบ้าง รดน้ำมนต์บาง เพื่อความเป็นสิริมงคลตำแหน่ง และสมณศักดิ์ (ประวัติการปกครอง)พ.ศ. ๒๕๘๒ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทรายทอง(เป็นเจ้าอาวาส ๓๓ ปี)พ.ศ. ๒๕๙๘ เป็นเจ้าคณะตำบลละหานทรายพ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นพระอุปัชฌาย์พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูภาวนาภิมณฑ์พ.ศ. ๒๕๑๕ มรณภาพ (๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๕) รวมสิริอายุได้ ๙๕ ปีวัดโพธิ์ทรายทองเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งที่มีมาตั้งแต่ สมัยยุคต้นรัตนโกสินทร์วัตรปฏิบัติ หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต วัตรปฏิบัติ หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต ศึกษาพระธรรมวินัย จากคัมภีร์ตำราตัวอักษรขอมและบาลีมีความรู้แตกฉานเชี่ยวชาญ หลวงปู่สุขได้ศึกษาเล่าเรียนการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจาก หลวงปู่มั่นภูริทัตโต พระอริยสงฆ์ ผู้นำกองทัพธรรมฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐานแห่งภาคอีสาน ซึ่งกล่าวกันว่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านสำเร็จอรหันต์ เป็นอาจารย์ใหญ่ของพระป่า สายธรรมยุติกิจวัตรประจำที่หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต ถือปฏิบัติเป็นนิจ(ปฏิปทาพิเศษ)๑. เจริญสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นวัตรปฏิบัติประจำเนื่องนิจ โดยกำหนดองค์ “ภาวนา” ทุกลมหายใจเข้าออก และทุกอิริยาบถ อาทิเช่น๑.๑ การสวดมนต์ภาวนา และลงพระอุโบสถไม่เคยขาด๑.๒ ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะฉันอาหาร ห่มจีวร สรงน้ำ เดิน นั่ง นอนจะต้องสวดภาวนากำหนดสมาธิ มีสติกำกับก่อนทุกครั้ง๑.๓ เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นระยะเวลานาน ๆ ๑๐ – ๑๕ วัน โดยไม่ฉันอาหาร เว้นน้ำดื่มและห้ามไม่ให้ใครรบกวน๒. ท่านอยู่อย่างสันโดษ คือ เรียบง่าย เจริญตามแนวทางพระธรรมวินัย ละกิเลส เจริญปัญญา รู้แจ้ง เห็นจริง ในเรื่องกายและจิตอาทิเช่น ๒.๑ การอยู่อย่างสมถะฉันง่าย ไม่ยินดีในเรื่องรสชาติของอาหารบิณฑบาต ได้อะไรมาก็ฉันอย่างนั้นอยู่ง่าย ไม่สนใจในเรื่องความสะดวกสบาย อดทนต่อสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะร้อน จะหนาว ไม่เคยใช้รองเท้า และสบู่ฟอกตัว๒.๒ ไม่สนใจในทรัพย์สิน และไทยทาน เงินทองหรือปิยภัณฑ์ใด ๆ ที่ได้รับมอบถวาย ไม่เคยเก็บสะสมเอาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว และไม่เคยสนใจว่าใครจะหยิบฉวยเอาไป ใครอยากได้ก็ยินดีมอบให้เสมอไม่เคยหวงไม่เคยนับและถือจ่ายเงินเลย๒.๓ ไม่สนใจในลาภยศ ท่านเป็นพระป่าบ้านนอก เคร่งในพระธรรมวินัย มุ่งปฏิบัติเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีสมาธิจิตสูงยิ่ง ไม่ยินดีในลาภยศสรรเสริญ ไม่แสวงหายศถาบรรดาศักดิ์เป็นพระสงฆ์สุปัฏิปันโน มักน้อย รักสันโดษ ถึงแม้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านจะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูภาวนาภิมณฑ์ ท่านก็ไม่สนใจ ท่านเพียงแต่กล่าวว่า “ก็ข้าเป็นพระแล้วจะให้ข้าเป็นอะไรอีก”๓. มีเมตตากรุณาต่อชนทุกชั้นรับนิมนต์โดยไม่เคยรังเกียจเดียดฉันท์ให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะมีฐานะอย่างไร ระยะทางจะไกลหรือใกล้๔. มีขันติ และวิริยะสูง ท่านเคร่งในวัตรปฏิบัติตามพระธรรมวินัย มีความเพียรพยายาม อุตสาหะ อดทนในการฝึกจิต สำรวจกายทุกลมหายใจเข้าออก นั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นระยะเวลานาน ๆ บางครั้งนั่งวิปัสสนากัมมัฎฐานถึง ๑๕ วัน โดยไม่ฉัน ท่านมีสมาธิจิตขั้นสูงสำเร็จ “อภิญญา”๕. ท่านมีความอดทนเป็นเลิศ แม้ยามเจ็บป่วย (อาพาธ) ไม่เคยปริปาก หรือบ่นให้ใครรู้ท่านล่วงรู้กาลมรณภาพล่วงหน้า ในวันสารท แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ อายุล่วงได้ ๙๕ ปี หลวงปู่ได้หกล้ม ทำให้กระดูกต้นขาของท่านหลุดจากสะโพก ท่านทราบว่ากาลมรณสังขารใกล้สิ้นสุดแล้ว ท่านก็ไม่ปริปากบอกใครให้ทราบถึงอาการ เจ็บป่วยของท่านนั้นรักษาไม่หายหรอก มันเป็นเรื่องของสังขารเพราะท่านจะมรณภาพแล้ว ตลอดเวลาที่ท่านเจ็บป่วย ท่านไม่เคยโอดครวญหรือแสดงกิริยาอาการเจ็บปวดให้ใครเห็น ท่านใช้ขันติ และพิจารณาสังขารของท่านในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต๖. การถือธุดงค์วัตร เมื่อยามที่ท่านยังแข็งแรงอายุยังไม่สูงวัย ท่านถือธุดงค์วัตรเป็นนิจโดยท่านจะเดินธุดงค์หลังจากออกพรรษาแล้ว ไปประเทศเขมรผ่านทางวัดหนองติม อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อบำเพ็ญจิตและศึกษาวิชาเพิ่มเติม การเดินทางของท่านเป็นที่น่าอัศจรรย์ เพราะท่านเดินทางได้เร็วมาก มีผู้กล่าวว่าท่านสำเร็จวิชาย่นระยะทางไป – กลับ ได้ภายในวันเดียว๗. การสอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในด้านสืบสานพระพุทะศาสนา ท่านจะเคร่งในวัตรปฏิบัติจะนำพุทธศาสนิกชนทำบุญและถืออุโบสถศีลทุกวันพระ อบรมธรรม และฝึกฝนจิตด้านสมถกัมมัฏฐานให้กับพุทธบริษัท หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต ท่านนิยมสอนสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานให้กับบุคคลโดยทั่วไป ผู้ถือศีล สามเณร และพระภิกษุ โดยท่านจะให้ผู้ขอขึ้นกัมฏฐานกับท่านใช้องค์ภาวนาและใช้คาถา “อะ อา แอ๊ก ไอ นะ นู เน นิ นัง” ซึ่งเป็นภาษาเขมรการรับกิจนิมนต์ไปพุทธาภิเษกวัตถุมงคล เพื่อหาเงินสร้างวัดของ วัดป่าธรรมธีราราม (วัดป่าหลังโรงเลื่อย) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และเคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยรับนิมนต์ พระปลัดมานพ ทุลฺลโภ วัดชิโนรสารามแขวงบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ปลุกเสกวัตถุมงคลรูปหล่อบูชารุ่นแรก และพระรูปเหมือนขนาด ๑ เซนติเมตร ณ หอสมุดกรมหลวงพระปรมานุชิตชิโนรส วัดชิโนรสาราม ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ ก่อนท่านมรณภาพ หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต เป็นพระอริยสงฆ์ สุปฏิปันโน มีวัตรปฏิบัติที่งดงามสมเป็น “พระแท้” อย่างแท้งจริงสมควรค่าแก่การกราบไหว้บูชา ท่านเคร่งในพระธรรมวินัยถือการปฏิบัติ เจริญวิปัสสนากัมมัฎฐาน เจริญรอยตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำหนดองค์ภาวนาทุกลมหายใจเข้า ออก ท่านสำเร็จญาณสมาบัติขั้นสูงเรียกว่า “อภิญญา”อภิญญา คือ ความรู้ชั้นสูงในพุทธศาสนา ซึ่งได้จากการปฏิบัติทางด้านวิปัสสนาธุระ มีอยู่ ๖ ประการด้วยกันคือ๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้๒. ทิพยโสต หูทิพย์๓. เจโตปริยญาณ รู้จักกำหนด รู้ใจผู้อื่น๔. ปุพเพนิวาสานุสติ ระลึกชาติได้๕. ทิพจักขุ ตาทิพย์๖. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น ด้วยเหตุและผลดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกแต่อย่างใดเลยที่หลวงพ่อสุข ธมฺมโชโต จักทรงคุณวิเศษและแสดงให้แจ้งประจักษ์แก่สาธุชนท่านยังสำเร็จ วิชาสรตโสฬร คือ สามารถกำหนดรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ความศักดิ์สิทธิ์ ความแม่นยำในการทำนายทายทักเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าได้จริงเหมือนตาเห็น สามารถที่จะแสดงอิทธิฤทธิ์ตลอดจนคุณวิเศษต่าง ๆ ได้นานัปการ เช่น การล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า การบอกใบ้หวย การรู้วาระจิตบุคคลอื่น เป็นต้น วิชาดังกล่าว เป็นวิชาที่มีจริง จะบังเกิดเฉพาะท่านที่ปฏิบัติทางวิปัสสนาธุระ จนกระทั่งได้ญาณสมาบัติขั้นสูงเท่านั้นผลงานด้านการปกครองด้านการพัฒนาและสืบสานพระพุทธศาสนา ท่านบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอละหานทราย และอำเภอใกล้เคียงในเรื่องความเดือนร้อนของชาวบ้าน เช่น เรื่องแหล่งน้ำ การประสานกับลูกศิษย์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สร้างความเจริญให้กับพื้นที่อำเภอละหานทรายเป็นอย่างมากท่านได้พัฒนาวัดโพธิ์ทรายทอง และไปสร้างวัดอีก ๓-๔ วัด กล่าวคือพ.ศ. ๒๔๗๙ หลวงปู่ก่อสร้างกุฏิสงฆ์วัดโพธิ์ทรายทอง ๑ หลัง กว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๓๙ เมตร สร้างด้วยไม้ มุงไม้สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๑๒,๐๐๐บาทพ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงปู่สร้างวัดบ้านโคกว่าน อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงปู่ช่วยในการย้ายวัดหนองติม ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยย้ายจากในหมู่บ้านไปยังนอกหมู่บ้าน (สถานที่ปัจจุบัน)พ.ศ. ๒๔๙o หลวงปู่สร้างวัดหนองหมี ที่บ้านหนองหมี ตำบลโคกว่าน อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่ได้สร้างศาลาการเปรียญวัดโพธิ์ทรายทอง ๑หลัง กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๕ เมตร สร้างด้วยไม้ มุงไม้ สิ้นค่าก่อสร้าง ประมาณ ๑,๕๐๐ บาทพ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงปู่สร้างวัดไม้แดงที่บ้านโคกไม้แดงพ.ศ. ๒๕๑๑ สร้างกุฏิสงฆ์วัดโพธิ์ทรายทอง ๑ หลัง เสาคอนกรีตต่อไม้ มุงสังกะสี ๑ หลังกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๒๕ เมตร lสิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๒๑๕,๐๐๐บาทพ.ศ. ๒๕๑๒ สร้างกุฎิสงฆ์ วัดโพธิ์ทรายทอง ๑ หลัง สร้างกุฏิเสาไม้สร้างด้วยไม้ มุงสังกะสี ๑ หลัง กว้าง ๙ เมตรสิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาทและได้ไปพัฒนาวัดต่าง ๆ ในอำเภอใกล้เคียงและต่างจังหวัดที่ได้รับนิมนต์ อาทิวัดทับเสด็จ อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ววัตถุมงคลที่ท่านไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกหรือ ปลุกเสกโดยไม่ใช่รูปเหมือนท่าน (( ดูวัตถุมงคลหลวงปู่สุข )) - พ.ศ. ๒๔๙๘ ปลุกเสกเหรียญหลวงพ่อเพียร วัดศรีวิสุทธาราม บ้านถนนหัก ตำบลถนนหักอำเภอ นางรองกับหลวงปู่สอน วัดเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา- พ.ศ.๒๔๙๙ ปลุกเสกเหรียญ หลวงพ่อเทิ่ง วัดอัมภาราม ตำบลตาเป็ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติร่วมกับหลวงพ่อเป็น วัดเจริญนิมิต อำเภอละหานทราย- พ.ศ.๒๕๐๐ ร่วมพิธีมหาพุทธาภิเษก ที่ท้องสนามหลวง ในงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ- มกราคม ๒๕๑๕ ร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล ในพิธีมหาจักพรรดิ์ “กริ่งนเรศวรวังจันทร์” จังหวัดพิษณุโลก- เมษายน ๒๕๑๕ ร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของวัดโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พระปลัดมานพ ทุลฺลโภ ท่านเกิดในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่บ้านหนองปรือ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ พออายุได้ ๒๒ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้อุปสมบทที่วัดโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา อยู่ที่วัดโพธิ์ได้ระยะหนึ่งก็เดินทางไปศึกษาพระธรรมวินัยที่ วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร และประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้มาอยู่วัดชิโนรสาราม อยู่จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้ไปอยู่วัดโพธิ์ จังหวัดนครราชสีมา และได้มรณภาพในปลายปี พ.ศ.๒๕๑๕ ช่วงอยู่ วัดชิโนรสาราม ได้สร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ไว้มากมาย อาทิ ซ่อมพระอุโบสถ ซ่อมตำหนักหอสมุด สร้างกุฎิ สร้างถนน สร้างฌาปนสถาน สิ้นงบประมาณดำเนินการ ๗๔๘,๐๐๐ บาท และได้ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส วัดชิโนรสาราม ท่านสนใจในเรื่องพุทธาคม และเลื่อมใสในองค์สมเด็จพุฒาจารย์โตพรหฺมรังสี มาก ได้สร้างพระเครื่องและพระบูชา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ – ๒๕๑๒ ณ วัดชิโนรสาราม เป็นพระผงสมเด็จ พระกริ่งปรมา พระพุทธชินราชจำลอง ขันน้ำมนต์จารึกพระคาถาชินบัญชร และพระคาถาพาหุง ๘ บท ขันนิมันต์พระปริตร และพระกริ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พิมพ์เล็ก รุ่นแรก ของวัดชิโนรสาราม การสร้างวัตถุมงคลหลวงปู่สุข ธมฺมโชโต ได้ร่วมกับ พระอาจารย์พิชัย รตฺนญาโณ จัดสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ประมาณเดือนสิงหาคม พระปลัดมานพ ทุลฺลโภ ได้นิมนต์ หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต มาร่วมในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของวัดชิโนรสาราม และได้หล่อรูปเหมือนบูชา เนื้อโลหะ ขนาดหน้าตัก ๓ นิ้ว เป็นรุ่นแรกรูปเหมือนลอยองค์ พิมพ์หน้าบาก เนื้อทองผสม และรูปถ่ายอัดกระจกในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ มาจำพรรษาที่ วัดโพธิ์ทรายทอง ได้สร้างรูปหล่อลอยองค์เนื้อตะกั่วเถื่อนเป็นช่อจำนวน ๑๐๘ องค์ และได้สร้างพระผงรูปสี่เหลี่ยม ตะกรุดสามกษัตริย์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้สร้างรูปหล่อลอยองค์ พิมพ์หน้าบากเล็ก เนื้อทองแดงในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้จัดสร้างรูปหล่อรูปองค์เนื้อตะกั่วเถื่อนผสมจ้าวน้ำเงินให้กับวัดโพธิ์อำเภอเมืองนครราชสีมาในพิธีพุทธาภิเษกรุ่น “อยู่ เย็น เป็น สุข” พระกริ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พิมพ์เล็ก รุ่นแรก ของวัดชิโนรสาราม เป็นพระกริ่งที่สร้างถูกต้องตามคติโบราณกาล ตามตำรับการสร้างพระกริ่งของสมเด็จเมธี (เจีย ป.๙) ได้รับตำราเป็นมรดกทอดและได้เมตตา ลงยันต์การสร้างต่าง ๆ ให้ ซึ่งประกอบด้วยยันต์ร้อยแปด กับ นะปัตถมัง ๑๔ นะ มีพระเกจิอาจารย์โด่งดังยุคนั้น ร่วมปลุกเสกนับเป็นพระเครื่องที่โงดังของวัดชิโนรสาราม และหาได้ยากในปัจจุบัน จากตำนานการสร้างพระกริ่งสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ดังกล่าว คือ ที่มาของการจัดสร้างรูปหล่อลอยองค์ หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต วัดโพธิ์ทรายทอง ที่โด่งดังในยุคปัจจุบัน นับว่าพระปลัดมานพ ทุลฺลโภ และพระอาจารย์พิชัย รตฺญาโณ คือ ผู้สร้างสรรค์และเผยแพร่เกียรติคุณให้กับหลวงปู่สุข ธมฺมโชโต ให้มีชื่อเสียงขจรขจายโดยเฉพาะในด้าน วัตถุมงคลของของหลวงปู่สุขซึ่งเป็นที่เสาะแสวงหาของลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ราคาเช่าหากในปัจจุบัน จึงมีราคาแพง เพราะเสาะหาได้ยากยิ่ง พระอาจารย์พิชัย รตฺญาโณ หรือ พิชัย โสมศรีแก้ว ปัจจุบันได้ลาสิกขาบทและประกอบอาชีพส่วนตัวเปิดโรงพิมพ์อยู่ที่อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรัมย์ ได้กล่าวถึงพระอาจารย์หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต ดังนี้ พระอาจารย์พิชัย รตฺญาโณ ในขณะนั้นดำรงคำแหน่งรองเจ้าอาวาส ได้หลวงปู่พัฒนาและถาวรวัตถุอาทิ เช่น ศาลาการเปรียญ โบสถ์ โดยท่านได้ขออนุญาตหลวงปู่สุข จัดสร้างวัตถุมงคลตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๒ จนกระทั่งหลวงปู่มรณภาพ ได้ร่วมกับ พระปลัดมานพ ทุลฺลโภ วัดชิโนรสาราม กรุงเทพมหานครซึ่งพระปลัดมานพ ท่านเป็นชาวนางรอง นับถือเลื่อมใสหลวงปู่สุขมาก

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

บทสวดมนต์และคาถาชินบัญชร

บทสวดมนต์และคาถาชินบัญชร

บทนมัสการ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น.
อะระหะโต
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทธัสสะ
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.

คำบูชาพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา
พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว.
ธัมมัง นะมัสสามิ
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม
(กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว
สังฆัง นะมามิ
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์
(กราบ)

บทสรรเสริญพระพุทธคุณ
อิติปิโส ภะคะวา
เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ๆ
อะระหัง
เป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทโธ
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
วิชชาจะระณะสัมปันโน
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
สุคะโต
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
โลกะวิทู
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
สัตถาเทวะมะนุสสานัง
เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทโธ
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
ภะคะวา ติ
เป็นผู้มีความเจริญ จำแนกธรรม สั่งสอนสัตว์



บทสรรเสริญพระธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว
สันทิฏฐิโก
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
อะกาลิโก
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสิโก
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วัญญูหิติ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

บทสรรเสริญพระสังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว
อุชุปะฎิปันโน ภะคะวะโน สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้พระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว
ญายะปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว
ยะทินัง
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
ได้แก่ บุคคลเหล่านี้ คือ
คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาหุเนยโย
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
ปาหุเนยโย
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
ทักขิเณยโย
เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน
อัญชะลีกะระณีโย
เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสา ติ
เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า















พระคาถาชินบัญชร
สมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี)

ตั้งนะโม 3 จบ

ปุตตะกาโมละเภปุตโต ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวชสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

1
ชะยาสะนาคะตา พุทธา, เชตะวา มารัง สะวาหะนัง, จะตุสัจจา สะภัง ระสัง, เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
พระพุทธเจ้าและพระนราสภทั้งหลายผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยายมาราธิราช ผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนา ราชพาหนะ แล้วเสวยอมตรส คือ อริยสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

2
ตัณหังกะราทะโย พุทธา, อัฏฐะวีสะติ นายะกา, สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง, มัตถะเก เต มุนิสสะรา.
มี 28 พระองค์ คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นอาทิพระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

3
สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง, พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน, สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง, อุเร สัพพะคุณากะโร.
ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณ อยู่ที่อก

4
หะทะเย เม อะนุรุทโธ, สารีปุตโต จะ ทักขิเณ, โกณฑัณโญ ปิฏฐิภาคัสมิง, โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจ พระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณฑัญญะอยู่เบื้องหลัง

5
ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง, อาสุง อานันทะราหุโล, กัสสะโป จะ มะหานาโน, อุภาสุง วามะโสตะเก.
พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

6
เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง, สุริโย วะ ปะภังคดโร, สิสินโน สิริสัมปันโน, โสภิโต มุนิปุงคะโว.
มุนีผู้ประเสริฐ คือ พระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
7
กุมระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง, ปะติฏฐาสิ คุณากะโร.
พระเถระกุมารกัสสปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มี วาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

8
ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ, อุปาลีนันทสีวะสี, เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา, นะลาเต ตีละกา มะมะ.
พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวลี พระเถระทั้ง 5 นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

9
เสสาสีติ มะหาเถรา, วิชิตา ชินะสะวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา, ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ, อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือ ผู้มีชัยและเป็นพระโอรส เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วนรุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีล ให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

10
ระตะนัง ปุระโต อาสิ, ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง, ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ, วาเม อังคุลิมาละกัง.
พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้า พระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคสูตรอยู่เบื้องหลัง

11
ขันธะโมระปะริตตัญจะ,อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ, เสสา ปาการะสัณฐิตา.
พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

12
ชินานาวะระสังยุตตา สัตตะปะการะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา, พาหิรัชฌัตตุปัทวา.
อนึ่ง พระชินเจ้าทั้งหลายนอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง คือ สัตตะปราการเป็นอาภรณ์ มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

13
อะเสสา วินะยัง ยันตุ, อะนันตะชินะเตชะสา, วะสะโตเม, สะกิจเจนะ, สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.
ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชิตเจ้า ไม่ว่าจะทำกิจการใด ๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อมแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลม และโรคดี เป็นต้น เป็นสมุฏฐาน จงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ



14
ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ, วิหะรันตัง มะฮี ตะเล, สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.
ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาลข้าพระเจ้าผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดี ฉะนี้แล

15
อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย.
ข้าพุทธเจ้า ได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวันตรายใด ๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์

16
สัทธัมมานุภาวะปะลิโต, จะรามิ ชินะปัญชะเรติฯ
ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติและรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดร เทอญ.





******************************************************************

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การบริจาคเลือด

ข้อควรกระจ่าง-ในการบริจาคเลือด
ก่อนอื่น…คุณรู้แล้วหรือยัง… ว่าตัวคุณมีเลือดกรุ๊ปอะไร?…

สำคัญมากนะครับ… เพราะถ้าวันหนึ่ง ...คุณเกิดอุบัติเหตุโดยไม่คาดฝัน ...ถ้าคุณเสีย
เลือดมาก แต่ยังพอมีสติอยู่ ....เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตรงนั้น....จะต้องถามคุณอย่าง
แน่นอน…ว่า.....เลือดของคุณ ...กรุ๊ปอะไร? เจ้าหน้าที่...จะได้นำเลือดที่สามารถเข้า
กับคุณได้ ...มาให้คุณ...เพื่อเป็นการทดแทน....อย่างเพียงพอและรวดเร็ว...ในการที่จะ
ช่วยชีวิตคุณ...(แทนที่ในปริมาณที่คุณเสียไป)----แต่หากคุณไม่รู้กรุ๊ปเลือดของตัว
เอง.... เจ้าหน้าที่ก็ต้องนำเลือดคุณไปตรวจก่อน.... คุณจึงต้องรอเวลา....ที่จะได้รับ
เลือดเข้าสู่ร่างกาย..... แต่ ณ ช่วงเวลานั้น .....ร่างกายคุณ…อาจไม่รออะไรแล้วก็ได้…

***การรู้หมู่เลือด***
1. ระบบ ABO (A, B, O หรือ AB)
2. ระบบ Rh (D+, Rh+ หรือ D- และ Rh-)

เป็นประโยชน์ และเพิ่มความปลอดภัยแก่ตนเองเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เลือด ...(
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นเลือดชนิดที่หาได้ยากในคนไทย เช่นผู้ที่เป็น Rh ลบ ซึ่งใน
คนไทยพบเพียง 0.3 เท่านั้น)

***การปั่นแยกเลือด**
เลือดที่ได้รับบริจาค 1 ถุง (300-450 มล.) สามารถนำไปปั่นแยก ...ด้วยเครื่องปั่น
ชนิดพิเศษ ...ซึ่งจะได้ส่วนประกอบต่าง ๆ ตามต้องการ 2-4 ชนิด ได้แก่
**เม็ดเลือดแดงเข้มข้น (Packed Red Cells)
**เลือดที่มีเม็ดเลือดขาวน้อย (Leukocyte Poor Blood)
**เกร็ดเลือดเข้มข้น (Platelet Concentrate)
**พลาสมา-สดแแช่แข็ง (Fresh Frozen Plasma)
**ไครโอปริซิปิเตท (Cryoprecipitate)
**พลาสมา (Plasma)

ส่วนน้ำที่เหลือ...จากการแยกเม็ดเลือดแดงเข้มข้น... ออกจากเลือด ....มีส่วน
ประกอบที่สำคัญคือ ....โปรตีนและน้ำ...

ดังนั้น... การปั่นแยกเลือด 1 ถุง...จึงเป็นการใช้เลือดอย่างคุ้มค่า....เพื่อให้ผู้ป่วยแต่
ละโรค ที่มีความต้องการไม่เหมือนกัน....(คุณสามารถช่วยชีวิต/ยืดชีวิตคน ได้อีก
หลายคน)
......อีกทั้งยังช่วยลดปัญหา...การขาดแคลนเลือด.....ทั้งยังทำให้ผู้ป่วย.....ได้
เฉพาะส่วนที่ตนเองต้องการเท่านั้น ....เพราะถ้าได้ส่วนอื่น ....ก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใด


การให้เลือดและส่วนประกอบชนิดต่าง ๆ ของเลือด แก่ผู้ป่วย

*เลือด* ใช้สำหรับผู้ป่วยที่เสียเลือดมากจนเกิดภาวะช็อคและอาจเสียชีวิตได้ มี
สาเหตุมาจาก
-การผ่าตัดใหญ่ อุบัติเหตุต่าง ๆ บนท้องถนน หรือในโรงงานอุตสาหกรรม
-โดนยิง โดนแทงด้วยของมีคม การตกเลือด การแท้ง
-โรคตับแข็ง มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร โรคไข้เลือดออก โรคไตวายเรื้อรัง ฯลฯ

*เม็ดเลือดแดงเข้มข้น* ผู้ป่วยมีการเสียเลือดอย่างเรื้อรัง และร่างกายสร้างไม่ได้
-โรคโลหิตจาง (Aplastic Anemia), โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia), โรคธา
ลัสซีเมีย
-โรคไตวายเรื้อรัง โรคตับแข็ง และโรคมะเร็ง
-เลือดออกในกระเพาะอาหาร / ลำไส้ ฯลฯ

*เกร็ดเลือดเข้มข้น* การที่จำนวนเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติทำให้เกิดภาวะเลือดออก
ไม่หยุดที่อวัยวะต่าง ๆ ได้แก่
-โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
-โรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (อาเจียนและถ่ายเป็นเลือด -ถ้าได้รับเกร็ดเลือดทด
แทนไม่ทัน...อาจเสียชีวิตได้)
-การผ่าตัดหัวใจ และ ผู้ป่วยที่เกร็ดเลือดไม่สามารถทำหน้าที่ได้อาจเป็นโดยกำเนิด
ฯลฯ

*พลาสมา-สดแช่แข็ง*
-โรคฮีโมฟีเลียทุกชนิด, โรคไข้เลือดออก, โรคตับแข็ง
-มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร, การผ่าตัดหัวใจ / ตับ ฯลฯ

*ไครโอปริซิปิเตท*
-โรคฮีโมฟีเลีย เอ, การตกเลือดภายหลังคลอด, การผ่าตัดหัวใจ

*พลาสมา* สำหรับผู้ป่วยบางโรค ที่มีการสูญเสียน้ำอย่างมากจนเกิดภาวะช็อค
-แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก, ไข้เลือดออก, โรคไต โรคตับ (ที่มีอาการบวมมาก)

***ภาวะที่ร่างกายมีเลือดน้อย***
ฉันเคยเจอเหตุการณ์ ...ในภาวะที่ร่างกายมีเลือดน้อยมาแล้ว....(ทำให้รู้สึกสงสารผู้
ป่วย.....ที่เลือดน้อยมาแต่กำเนิดมาก)....อาการที่เกิด ขึ้นก็คือ

*หน้ามืด
*หายใจไม่ค่อยออก
*สมองชา มึน (คิดอะไรไม่ค่อยออก)
*ตัวเย็นเฉียบ (หนาวมากด้วย)
*ตาพร่ามัว
*เหงื่อออกท่วมตัว (จริง ๆ )
*ปวดหัวมาก (เหมือนจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ )
*ลำไส้บิดมวน บีบจนเจ็บ-- จำเป็นต้องอาเจียน (แม้จะมีแต่น้ำและสุดท้ายคือ
น้ำลาย)

นี่คือ อาการ...ที่เกิดขึ้นในขณะเดียวกัน ...ลองจินตนาการดู ..(ขอบอกว่า …
ทรมาน-มาก-มาก)

**ฉันได้ยิน...หมอพูดกับคนที่มาบริจาคเลือดว่า ต้องขอบคุณมากเลยนะคะ.......ที่
บอกต่อ ๆกัน...ให้ช่วยกันมาบริจาค ....ถ้าทางโรงพยาบาล ...สามารถผลิตเลือดเอง
ได้...คงตั้งหน้าตั้งตา ผลิตกันทั้งวันทั้งคืน...คงไม่ต้องรอแต่คนใจบุญ....มาบริจาคอย่าง
เดียว

**เลือด... เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของร่างกาย....แต่ถ้าเราสละออกมาเพียงส่วนหนึ่ง
....โดยที่ร่างกายเรา.... ยังสามารถดำรงอยู่ได้…คงจะดีนะ …หากได้ช่วยเหลือชีวิต ...
หรือ
....ยืดอายุผู้อื่น….ให้ยืนยาวต่อไป …ถือว่าเป็นกุศลอย่างสูง

**ถ้ามีความตั้งใจจะไปบริจาคเลือด ....ดูแลตัวเองให้ดี ๆ.....กินอาหารให้ครบหมู่
......นอนหลับพักผ่อน วันละ ประมาณ 6-7 ชั่วโมง ...ติดต่อกันประมาณ 7 วันขึ้นไป....
แล้วคุณจะมีเลือดที่สมบูรณ์.... ที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นได้แล้ว .....(ปัจจุบันโรง
พยาบาลส่วนใหญ่ จะรับบริจาค วัน เสาร์-อาทิตย์ ด้วยนะ-อ้างโน่นอ้างนี่ไม่ได้แล้วล่ะ)

**การเสียความตั้งใจ ...คือ....ความผิดหวังอย่างร้ายแรง**
การบริจาคเลือด
เขียน: -

การบริจาคเลือด เป็นการให้ที่เป็นที่รู้จักกันดีพอสมควร และค่อนข้างเป็นที่นิยมใน
ปัจจุบัน เพราะให้แล้วได้ประโยชน์ทั้งผู้ให้และผู้รับ ปกติร่างกายคนเรามีเลือดประมาณ
17-18 แก้ว แต่ที่นำมาใช้ดำรงชีวิตจริงๆ เพียง 15-16 แก้ว ส่วนที่เหลืออีก 1-2 แก้ว
เมื่อไม่ได้ใช้ มันก็จะหมดอายุและสลายไปกับปัสสาวะ อุจจาระลงชักโครกไปหมด น่า
เสียดาย ๆ รู้อย่างนี้แล้ว แทนที่จะให้มันไหลลงส้วมไปอย่างไร้ประโยชน์ มาบริจาคช่วย
ชีวิตคนกันเถอะค่ะ

การบริจาคเลือดนั้น ทำได้บ่อยทุกๆ 3 เดือนเพราะพอบริจาคไป ไขกระดูกก็สร้างเลือด
กลับมาทดแทนใหม่อยู่เรื่อยๆ และประโยชน์ที่คุณจะได้รับนอกจากความสุขที่ได้ช่วย
ชีวิตผู้ป่วย ก็คือถือเป็นการตรวจสุขภาพไปในตัวทุกครั้งที่บริจาคเพราะเลือดทุกหน่วย
ของคุณต้องผ่านกระบวนการคัดกรอง ตรวจหาสาร/โรคผิดปกติต่างๆ อย่างละเอียด
ฉะนั้น หาคุณมีปัญหาทางสุขภาพ หรือมีโรคติดเชื้อใดๆ คุณจะทราบได้ทันที และจะได้
รีบรักษาแต่เนิ่นๆ เพราะอยู่ดีๆ คุณคงไม่เดินเข้าโรงพยาบาลไปตรวจเลือดเป็นประจำ
ใช่ไหมคะ กว่าจะรู้ตัวว่าป่วย ก็อาจจะล่าช้า อาการหนักเสีย
แล้ว

เดี๋ยวนี้ นอกจากการบริจาคเลือดทั้งหมดแล้ว ยังรับบริจาคเฉพาะส่วนเช่น พลาสมา
เกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาว เซลล์ต้นกำเนิด หรือ Stem cell เพื่อรักษาผู้ป่วยเฉพาะทาง
ยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

ง่ายๆ สั้นๆ ก่อนไปบริจาค
o นอนให้เพียงพอ
o ไม่ป่วย
o ไม่มีประจำเดือน
o ไม่ได้ตั้งครรภ์
o ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ตั้งแต่คืนก่อนมาบริจาค จะให้ดีเลิกไปเลยจะดีกว่า
o ทานอาหารมาแล้วอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการหน้ามืด ขณะบริจาค
เพราะขณะที่กระเพาะอาหารกำลังย่อย จำเป็นต้องใช้เลือดและพลังงานไปหล่อเลี้ยง
กระเพาะอาหารมาก หากบริจาคเลือด อาจหน้ามืดเป็นลมได้ง่าย

ที่มา http://www.saranair.com และ www.volunteerspirit.org
สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจันทบุรี ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ครับ

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552

ยามอุบากอง


ความเป็นมาของยามอุบากองคำว่า "อุบากอง" เป็นชื่อนายทหารเอกของพม่า ซึ่งเข้ามาตีไทยในสมัยต้นรัชกาล กรุงรัตน โกสินทร์นี้เอง มีประวัติที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ดังนี้ อุบากอง เป็นนายทหารยศขุนพล ได้คุมกำลังเข้าโจมตี เมืองเชียงใหม่ เมื่อแรง ๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเมีย พ.ศ.๒๓๔๐ คราวที่พระเจ้าปะดุง ยก ๙ ทัพมาตีไทยนั่นเอง แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ปรากฏ อุบากองถูกฝ่ายไทยจับกุมตัวได้ คราวนั้นพ่อเมืองเชียงใหม่ ได้คุมตัวอุบากองส่งลงมายังกรุงเทพฯ เมื่อขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเมีย พ.ศ.๒๓๔๐ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตน โกสินทร์ จึงสั่งให้สอบสวนอุบากองทันที ปรากฏว่า อุบากองเป็นคนไทย เกิดในเมืองไทย เพราะมีพ่อ เป็นเชื้อสายพม่า แต่แม่เป็นเชื้อสายคนไทยแถบเมืองธนบุรี พระองค์จึงทรงพระเมตตา พระราชทาน เสื้อผ้า และให้นำไปจำขังไว้ที่คุกวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนฯ ในปัจจุบัน) ระหว่างที่อุบากองกับพวกถูกจองจำ คุมขังที่คุกวัดโพธิ์ เขาได้สอนตำรายันต์ยามยาตรา ให้กับ พรรคพวก ซึ่งยามนี้ สามารถแหกคุกที่คุมขังได้ เมื่อพรรคพวกสามารถเรียนยามยาตราได้ ตามที่ตนบอกแล้ว อุบากองก็ทำพิธีตามหลักโหราศาสตร์ พอได้ฤกษ์งามยามดี จึงสามารถพากัน แหกคุกวัดโพธิ์ หลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย โดยอุบากองกับพรรคพวก พากันหลบหนีไปยังเมือง พม่าได้ แต่ยามที่อุบากองบอกกับพรรคพวกนี้นั้น บังเอิญมีนักโทษพม่า ที่เป็นเชื้อสายไทยบางคน ไม่ได้หลบหนีไปด้วย จึงบอกเล่ากับผู้คุมนักโทษ จึงมีการนำมาเล่าเรียนกัน และให้ชื่อยามยาตรานี้ว่า "ยามอุบากอง" ตามชื่อเจ้าของยามยาตรานั่นเอง อนึ่ง ยามดังกล่าว ปรากฏว่า มีผู้นับถือว่า แม่นยำ ได้ผลจริงๆ ด้วย จึงศึกษาเล่าเรียนสืบๆ กัน มาตราบเท่าทุกวันนี้



วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

พระพุทธประวัติโดยย่อ

พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิทธัตถะ “ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ทรงถือกำเนิดในศากยวงค์ สกุลโคตมะ พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล )
การขนานพระนาม และทรงเจริญพระชนม์ พระราชกุมารได้รับการทำนายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส มหาฤาษีผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า “ พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่ “ หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้เรียนจบไตรเพท จำนวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร
พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” มีความหมายว่า “ ผู้มีความสำเร็จสมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรงวิทยาคุณประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำนายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ทำนายไว้ ๒ ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก” ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำนายเพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก “ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต ( การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า ) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เป็นผู้ถวายอภิบาลเลี้ยงดู เมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำนักอาจารย์วิศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ เพราะเปิดสอนศิลปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว และเชี่ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์

อภิเษกสมรส ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระจักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น ๓ หลัง สำหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาทตามลำดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า “ ราหุล ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่องจองจำเกิดแล้ว “

ออกบรรพชา เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูรณ์ ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติมหาศาลก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่องนำทางซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จะทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อมด้วยนายฉันนะ มุ่งสู่แม่น้ำอโนมานที แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร ) เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำอโนมานทีแล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำเครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์

เข้าศึกษาในสำนักดาบส ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ ได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม จะจาริกไปเพื่อบำเพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบำเพ็ญเพียรนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก “ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร
การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

บำเพ็ญทุกรกิริยา “ ทุกร “ หมายถึง สิ่งที่ทำได้ยาก “ ทุกรกิริยา” หมายถึงการกระทำกิจที่ทำได้ยาก ได้แก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ” เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์ การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง

ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด “ แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่
ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า “ แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด “ เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ( ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำหนดรู้การตาย การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ ( ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม แห่งราตรีนั้นเอง ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ๔ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค )

ประกาศพระศาสนาครั้งแรก
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ทรงรำพึงว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสำหรับคนทั่วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์ โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔ เหล่า และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้ ยังมีอยู่ “ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม แล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ( เดือนอาสาฬหะ) เรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่านปัญญาโกณฑัณญะได้ธรรมจักษุ คือบรรลุพระโสดาบัน ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า “ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ” พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา
การประกาศพระพุทธศาสนา
เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดปัญจวัคคีย์ และสาวกอื่นๆซึ่งต่อมาได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จำนวน ๖๐ องค์แล้ว และเป็นช่วงที่ออกพรรษาแล้ว พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าจะออกไปประกาศพระศาสนาให้เป็นที่แพร่หลาย จึงมีพุทธบัญชาให้สาวกทั้ง ๖๐ องค์ จาริกออกไปประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยให้ไปแต่เพียงลำพัง แม้พระองค์ก็จะเสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม ในการออกจาริกประกาศ พระศาสนาครั้งนั้นทำให้กุลบุตรในดินแดนต่างๆหันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาและขอบรรพชา อุปสมบทเป็นอันมาก ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สาวกเหล่านั้นสามารถอุปสมบทให้แก่กุลบุตรได้ เรียกว่า “ ติสรณคมนูปสัมปทา คืออุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาตนเป็นผู้ถึงไตรสรณคมน์” พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา
พรรษาที่ ๑ ที่พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดสาวกและได้อรหันตสาวกจำนวน ๖๐ องค์แล้ว พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาคุณทำการประกาศเผยแผ่คำสอน จนเกิดพุทธบริษัท ๔ อันมี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา อย่างแพร่หลายและมั่นคง การประกาศพระพุทธศาสนาของพระองค์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง โดยการจาริกไปยังหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ในแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีปพรรษาที่ ๒ พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดประชาชน ได้พุทธสาวกดังนี้ เสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม ในระหว่างทางได้โปรดกลุ่มภัททวัคคีย์ ๓๐ คน ที่ตำบลอุรุเวลาได้โปรดชฎิล ๓ พี่น้องคือ อุรุเวกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ กับศิษย์ อีก ๑๐๐๐ คน ทรงเทศนาอาทิตตปริยายสูตร ที่คยาสีสะ แล้วเสด็จไปยังนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารถวายสวนเวฬุวันเป็นที่อาศัยแด่คณะสงฆ์ และได้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นสาวก อีก ๒ เดือนต่อมาเสด็จไปยังนครกบิฬพัสดุ์ ทรงพำนักที่นิโครธาราม ทรงได้สาวกอีกมากมาย เช่น พระนันทะ พระราหุล พระอานนท์ พระเทวทัต และพระญาติอื่นๆ ต่อมาอนาถปิณฑิกะเศรษฐีอาราธนาไปยังกรุงสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล ได้ถวายสวนเชตวันแด่คณะสงฆ์ พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาที่นี่ พรรษาที่ ๓ นางวิสาขาถวายบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาที่นี่ พรรษาที่ ๔ ทรงจำพรรษาที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธ พรรษาที่ ๕ เสด็จโปรดพระราชบิดาจนได้บรรลุอรหัตตผล และทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพระญาติฝ่ายสักกะกับพระญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับการใช้น้ำในแม่น้ำโหริณี ต่อมาทรงอุปสมบทพระนางประชาบดีโคตมี และคณะเป็นภิกษุณี พรรษาที่ ๖ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในกรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษา ณ ภูเขามังกลุบรรพต พรรษาที่ ๗ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ระหว่างจำพรรษาได้เสด็จไปทรงเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดายังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พรรษาที่ ๘ ทรงเทศนาในแคว้นมัคคะ ทรงจำพรรษาในเภสกลาวัน พรรษาที่ ๙ ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี พรรษาที่ ๑๐ คณะสงฆ์ในแคว้นโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรง พระพุทธองค์ทรงตักเตือนแต่คณะสงฆ์ไม่เชื่อฟัง พระองค์จึงเสด็จไปประทับและจำพรรษาในป่าปาลิไลยยกะ มีช้างเชือกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ตลอดเวลา พรรษาที่ ๑๑ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจำพรรษาอยู่ในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา พรรษาที่ ๑๒ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่เวรัญชา และเกิดความอดอยากรุนแรงขึ้นในเวลานั้น พรรษาที่ ๑๓ ทรงเทศนาและจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต พรรษาที่ ๑๔ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี พระราหุลขอผนวช พรรษาที่ ๑๕ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุปปพุทธะถูกแผ่นดินสูบเพราะขัดขวางทางโคจร
พรรษาที่ ๑๖ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่อาลวี พรรษาที่ ๑๗ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี แล้วเสด็จกลับมายังอาลวี และทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์ พรรษาที่ ๑๘ เสด็จไปยังอาลวี ทรงจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต พรรษาที่ ๑๙ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่บนภูเขาจาลิกบรรพต พรรษาที่ ๒๐ โจรองคุลิมารกลับใจเป็นสาวก และทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล ทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์และทรงเริ่มบัญญัติวินัย พรรษาที่ ๒๑-๔๔ ทรงใช้เชตวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่และเป็นที่ประทับจำพรรษา เสด็จพร้อมสาวกออกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่างๆพรรษาที่ ๔๕ เป็นพรรษาสุดท้าย พระเทวทัตคิดปลงพระชนม์ กลิ้งก้อนหินจนต้องพระองค์เป็นเหตุให้พระบาทห้อพระโลหิต ทรงได้รับการบำบัดจากหมอชีวกโกมารภัต

ทรงปรินิพาน
พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์เสด็จจำพรรษาสุดท้าย ณ เมืองเวสาลี ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ทรงพระดำเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระพุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่งเคยเป็นที่ประทับ นับเป็นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองปาวา เสวยพระกระยาหารเป็นครั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่ง ทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน (ป่าสาละ)ของเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก นับเป็นสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และปุถุชน
พระราชา ชาวเมืองกุสินารา และจากแคว้นต่างๆรวมทั้งเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ พระพุทธองค์ได้มีพระดำรัสครั้งสำคัญว่า “ โย โว อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา ” อันแปลว่า “ ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว “ และพระพุทธองค์ได้แสดงปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา . ท่านทั้งหลายจงทำความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด “ แม้เวลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ ๒๕ แล้ว นับตั้งแต่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดีย แต่คำสั่งสอนอันประเสริฐของพระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วยไม่ คำสั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่ เป็นเครื่องนำบุคคลให้ข้ามพ้นจากความมีชีวิต ขึ้นไปสู่ซึ่งคุณค่ายิ่งกว่าชีวิต คือการพ้นจากวัฏสงสารนั่นเอง หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว สาวกของพระองค์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และมิใช่พระอรหันต์ได้ช่วยบำเพ็ญกรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันประเสริฐไปทั่วประเทศอินเดีย และขยายออกไปทั่วโลก เป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็นจริง มีเหตุผลเชื่อถือได้และ เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริง สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์ ๑. ปุพพณเห ปิณฑปาตญจ ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ ๒.สายณเห ธมมเทสน ตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที่มาเข้าเฝ้า ๓.ปโทเส ภิกขุโอวาท ตอนหัวค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งเก่าและใหม่ ๔.อฑฒรตเต เทวปญหาน ตอนเที่ยงคืนทรงวิสัชชนาปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ ๕.ปจจสเสว คเต กาเล ภพพาภพเพ วิโลกน ตอนใกล้รุ่งตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แล้วเสด็จไปโปรดถึงที่ แม้ว่าหนทางจะลำบากเพียงใดก็ตาม

การหาแรงม้าเปรียบเทียบ

แรงม้าเปรียบเทียบ สามารถคำนวณหาได้ดังนี้
ยกตัวอย่างเช่นเครื่องจักรหมายเลข 1 ใช้ไฟฟ้า 220V 50Hz 5Aมีชุด Ultrasonic ขนาด 20kHz, 1,000 หรือ 2,000 w จากเครื่องกำเนิดคลื่นความถี่ซึ่งมีแต่ตัวเลขพลังงานไฟฟ้าอย่างนี้ ประมาณ 10 เครื่อง

แรงม้า = 746 w

P=VIcos@ (W)V=พิกัดแรงดันI=พิกัดกระแสไม่คิดค่า cos@ ก็ได้ครับ

ยกตัวอย่าง เครื่องจักรหมายเลข 1 ใช้ไฟฟ้า 220V 50Hz 5Aคิดเป็นแรงม้าจะได้ =(220*5)/746 =1.47 Hp1 Hp= 746 W

แรงม้าที่คำนวณได้ คือการเปรียบเทียบจากพลังงานไฟฟ้าที่เครื่องจักรบริโภค (consumption)เท่านั้น จะใช้คิดได้ก็ต่อเมื่อพลังงานสูญเสียน้อยเท่านั้นนะครับจะใช้ไม่ได้ หากเครื่องจักรมีประสิทธิภาพต่ำ หรือ p.f ต่ำ ซึ่งนั่นก็คือการใส่กำลังไฟฟ้าเข้าไปมากแต่กำลังกลออกมาที่ เพลา (shaft) (ซึ่งก็คือแรงม้าที่น้องต้องการจะทราบ) (torque x omega) ฉะนั้นต้องดูให้ดีๆ นะครับ

หมายถึงกำลังที่ออกมาที่เพลา (shaft) น้อยนะครับ ทางเครื่องกลคือ brake horse power (bhp)

วิธีการคำนวณแรงม้าเปรียบเทียบของมอเตอร์,แก๊ส LPG เช่น1. มอเตอร์ขนาด 2 HP 1 ตัว2. แก๊ส LPG ที่ 50 Kg /วัน ทั้ง 2 ชนิดมีแรงม้าเปรียบเทียบเท่าไร

1. มอเตอร์ 2 HP x 0.746 = 1.5 kW2. LPG 1 kg มีค่าความร้อน 50.22 MJ หรือ 50220 kJ ดังนั้น 50 kg มีค่าความร้อน 50 x 50220 = 2,511,000 kJ 1 kJ =2.778x10^-4 kWh LPG 50 kg = 2511000x2.778/10000 = 697.5558 kWhทำเป็นแรงม้า =697.5558 x 0.746 = 520 HP-h
ต้องเอา 0.746 ไปหาร 697.5558 = 935 HP -h( 1 HP = 0.746 kW )อนึ่ง การคิดเป็นแรงม้าเทียบเท่าของโรงงานๆหนึ่ง ทางกรมโรงงานจะมีสูตรแนะนำให้ครับ อุปกรณ์ เช่น boiler hot oil ห้องอบไม้ หรือ แม้กระทั้งโรงงานเผาอิฐ แบบชาวบ้าน ที่ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง มีคนงาน 7-8 คน กรมโรงงานก็คิดให้ได้ครับ( ผมเคยเห็นในใบอนุญาตประกอบฯของกรมโรงงาน ที่ออกให้กับผู้ประกอบการ )ถ้าท่านใดสนใจลองสอบถามไปทางกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ได้

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การทำน้ำลูกยอ(โนนิ)

การทำน้ำลูกยอ (น้ำโนนิ)
นำลูกยอสุกห่ามๆ (สีเขียวออกเหลืองหรือขาวนวลเล็กน้อย) มาล้างน้ำให้สะอาด แคะเอาเม็ดออก ปั่นแล้วคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำผลไม้เข้มข้นชนิดอื่น เช่นน้ำสับปะรดหรือน้ำมะเขือเทศ เพื่อลดกลิ่นของลูกยอและเพิ่มรสชาติดีขึ้นแต่ถ้าต้องการรสหวานเล็กน้อยให้นำน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นพอประมาณแล้วนำไปผสมกับน้ำลูกยอที่คั้นได้ตามต้องการ
ปัจจุบันนิยมนำลูกยอมาปั่นเป็นน้ำลูกยอคั้นสด เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุด อีกทั้งสารสำคัญในลูกยอยังมีความคงตัวอยู่เช่นเดียวกับวิธีอื่นๆ แต่ปัญหาจะอยู่ที่รสฝาดและกลิ่นฉุน อาจดื่มได้ลำบาก การนำน้ำลูกยอที่คั้นได้ผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น น้ำองุ่น น้ำบลูเบอรี่ น้ำสับปะรด น้ำฝรั่ง โดยใช้น้ำลูกยอ 9 ส่วน น้ำผลไม้อื่นๆ 1 ส่วนจะช่วยให้กลิ่นและรสชาติของน้ำลูกยอดีขึ้น

คุณค่าของน้ำลูกยอ
หากดื่มน้ำลูกยอคั้นสดเป็นประจำ จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์และสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดรักษาโรคภูมิแพ้ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยให้นอนหลับเป็นปกติ มีฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็งและระงับการเติบโตของเซลล์มะเร็งเนื้องอก
ผลข้างเคียงจากการดื่มน้ำลูกยอคั้นสด พบน้อยมาก บางคนอาจเกิดอาการท้องอืด หรือระบายท้องในครั้งแรกซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้โดยลดขนาดการรับประทานลง แต่ข้อควรระวังคือน้ำลูกยอนั้นมีธาตุโปแตสเซียมสูงมากเช่นเดียวกับน้ำมะเขือเทศ ผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง จึงไม่ควรรับประทาน เพราะอาจเกิดอันตรายได้

การทำน้ำลูกยอหมัก
ลูกยอดิบแก่จัดโดยเฉพาะที่เมล็ดมีสีดำ
3 กิโลกรัม
น้ำตาลทรายแดง
1 กิโลกรัม
น้ำสะอาด
10 ลิตร
วิธีทำ
· นำน้ำกับน้ำตาลทรายแดงผสมให้เข้ากันในถังพลาสติกที่มีฝาปิด (ขนาด 20 ลิตร)
· ล้างลูกยอให้สะอาดนำไปฝานเป็นชิ้นๆ ใส่ลงในถังแล้วกดให้จมน้ำหนักทุกอย่างรวมกันแล้วปิดฝา นำไปตั้งไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 3 เดือน (7 วันแรกให้คนบ่อยๆ เพราะลูกยอจะลอยขึ้นมา หากไม่คนจะขึ้นราเพราะไม่มีจุลินทรีย์) หรืออาจหมักใส่ในโหล ใช้ใบตองปิดส่วนบน แล้วใช้ไม้ขัดเอาไว้ปิดฝา (ไม่ควรปิดแน่น เพราะระหว่างการหมักจะเกิดก๊าซจากการทำงานของจุลินทรีย์อาจทำให้ขวดแตกได้) หรือเอาผ้าขาวบางปิดฝาไว้ แล้วเอาเชือกมัดปากโหลให้แน่น
· เมื่อหมักครบ 3 เดือนแล้วมีการนำน้ำลูกยอหมักมาใช้ครั้งแรกก่อน ก็ยังสามารถหมักทำน้ำลูกยอต่อไปได้อีก 2 - 3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้งต้องเติมน้ำตาลทรายแดงอีก 1 กิโลกรัม ลงไปในถังหมักเพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เร็วขึ้น ใช้เวลาหมักเพียง 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ได้
น้ำลูกยอหมักที่ได้จะมีความเข้มข้นสูง และมีรสเปรี้ยวและกลิ่นหอม เหมือนน้ำส้มสายชู



วิธีรับประทาน
เราสามารถนำน้ำลูกยอหมักที่ได้มาทำเป็นน้ำลูกยอพร้อมดื่มได้ โดยนำน้ำลูกยอ 2 - 3 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำต้มสุก 1 แก้วแล้วเติมน้ำตาลทรายหรือน้ำผึ้งปรุงรสตามใจชอบ

สรรพคุณ
ช่วยเจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ขับลมได้ดี แก้ปวดเมื่อย ช่วยระบบขับถ่าย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านการเกิดมะเร็งได้ หรืออาจใช้ทาแผลที่เกิดจากเบาหวาน โดยใช้สำลีจุ่มทาแผลที่เป็นแผลจะไม่อักเสบและหายเร็วขึ้น

การผสมน้ำลูกยอหมักสำหรับประทาน
· น้ำหมักลูกยอ 1 ส่วน
· น้ำผึ้ง (ไล่ความชื้นแล้ว) 1 ส่วน
· น้ำต้มสุก 5 ส่วน
นำทั้งส่วนผสมทั้ง 3 อย่างมาผสมกัน อาจเติมเกลือป่นเพิ่มรสชาติก็ได้สามารถเก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นเก็บไว้รับประทานได้นาน 7 วัน (หากทิ้งไว้นานโดยไม่แช่ตู้เย็น น้ำลูกยอที่เก็บไว้จะเปรี้ยวเพราะจุลินทรีย์ทำงานต้องเติมน้ำผึ้งอีกครั้งเพื่อให้มีรสชาติเหมือนเดิม)

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คำขวัญวันเด็กจากอดีตถึงปัจจุบัน

คำขวัญวันเด็ก
พ.ศ. 2499 จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม
พ.ศ. 2502 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า
พ.ศ. 2503 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด
พ.ศ. 2504 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย
พ.ศ. 2505 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด
พ.ศ. 2506 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด
พ.ศ. 2507 งดการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ
พ.ศ. 2508 เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี
พ.ศ. 2509 เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่นและสมานสามัคคี
พ.ศ. 2510 อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย
พ.ศ. 2511 ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัยเฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง
พ.ศ. 2512 รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
พ.ศ. 2513 เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส
พ.ศ. 2514 ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุข ความเจริญ
พ.ศ. 2515 เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
พ.ศ. 2516 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
พ.ศ. 2517 สามัคคี คือ พลัง
พ.ศ. 2518 เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจ ร่วมพลังสร้างความดี
พ.ศ. 2519 เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัยเสียแต่บัดนี้
พ.ศ. 2520 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
พ.ศ. 2521 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง
พ.ศ. 2522 เด็กไทย คือ หัวใจของชาติ
พ.ศ. 2523 อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พ.ศ. 2524 เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม
พ.ศ. 2525 ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พ.ศ. 2526 รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย และคุณธรรม
พ.ศ. 2527 รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริต ใจมั่น หมั่นศึกษา
พ.ศ. 2528 สามัคคี มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
พ.ศ. 2529 นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2530 นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2531 นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2532 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2533 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2534 รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ศึกษา นำชาติพัฒนา
พ.ศ. 2535 สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม
พ.ศ. 2536 ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2537 ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2538 สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2539 มุ่งหาความ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด
พ.ศ. 2540 รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึงพายาเสพติด
พ.ศ. 2541 ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
พ.ศ. 2542 ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
พ.ศ. 2543 มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
พ.ศ. 2544 มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
พ.ศ. 2545 เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส
พ.ศ. 2546 เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
พ.ศ. 2547 รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่ง ดีๆ อนาคตดีแน่นอน
พ.ศ. 2548 เด็กรุ่นใหม่ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
พ.ศ. 2549 เด็กฉลาดต้องขยันอ่าน ขยันคิด
พ.ศ. 2550 มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
พ.ศ. 2551 สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม
พ.ศ. 2552 ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี

วิธีทำกล้วยบวชชี


กล้วยบวชชี

ส่วนผสม

หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
กะทิ 6 ถ้วยตวง
กล้วยน้ำว้าหรือกล้วยไข่ 1 หวี (ประมาณ 15 ผล)
น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
เกลือ 1 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

1. ปอกกล้วยให้หมดเส้นใย ถ้าเป็นกล้วยไข่ให้ตัด 2 ท่อน ถ้าเป็นกล้วยน้ำว้าให้ผ่า 2 ซีก แล้วตัด 2 ท่อน
2. หัวกะทิตั้งไฟให้เดือด
3. หางกะทิใส่น้ำตาล เกลือ ตั้งไฟ และต้องคอยคนอยู่เสมอ พอเดือดใส่กล้วย ต้มพอสุก ยกลง เวลาตักใช้หัวกะทิราด

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552

การเลื่อนระดับของวิศวกร


ใครบ้างต้องมีใบประกอบวิชาชีพวิศวกรนักศึกษาที่จบวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ไม่จำเป็นต้องมีใบประกอบวิซาชีพวิศวกรรมทุกท่าน ใบประกอบวิชาชีพ จะจำเป็นเฉพาะวิศวกรที่จะประกอบอาชีพวิศวกรรมควบคุม ได้แก่ ผู้ออกแบบ, ผู้บริหารงานโครงการ, ผู้ควบคุมงาน และผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างต่างๆ เป็นต้น วิศวกรที่จะประกอบอาชีพ เป็นวิศวกรฝ่ายขาย วิศวกรวิเคราะห์การลงทุน และอื่นๆ ในตลอดอายุการทำงานของตนเองจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ใบประกอบวิชาชีพ
ทำไมต้องเลื่อนระดับวิศวกรระดับของวิศวกรมี 3 ระดับได้แก่ ระดับที่1 “ภาคีวิศวกร” ระดับที่ 2 ”สามัญวิศวกร” และระดับสูงสุด“วุฒิวิศวกร” ขนาดของงานที่แต่ละระดับสามารถทำได้แตกต่างกันออกไป ตามที่กำเนิดในกฎกระทรวง 3 และ 4 พ.ศ 2508 ที่ยังมีผลบังคับใช้ (ขณะนี้สภาวิศวกรกำลังยกร่างแก้ไขกฎกระทรวงฉบับนี้อยู่) ยกตัวอย่างเช่น ภาคีวิศวกรไฟฟ้า ไม่สามารถออกแบบ ควบคุมงานติดตั้ง หรือให้คำปรึกษาต่างๆ ได้ ดังนั้นวิศวกรที่ต้องทำงานวิศวกรรมควบคุม จึงต้องพยายามพัฒนาความสามารถของตนเอง เพื่อก้าวสู่สามัญวิศวกร และวุฒิวิศวกร ตามลำดับ* ภาคีวิศวกร ใช้เวลา 3 ปี เพื่อขอก้าวสู่สามัญวิศวกร* สามัญวิศวกร ใช้เวลา 7 ปี (เดิม) เพื่อก้าวสู่วุฒิวิศวกร หรือ 5 ปี โดยต้องสอบความรู้ ซึ่งปัจจุบันสภาวิศวกรได้กำหนดให้เป็นระยะเวลา 5 ปี เท่านั้น เพื่อก้าวสู่วุฒิวิศวกร
การสอบเพื่อเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร ด้วยเหตุผลหลายประการ รวมถึงการเตรียมการทดสอบความสามารถวิศวกรต่างชาติ ที่จะเข้ามาทำงานในไทยตาม APEC Engineer จึงทำให้เกิดการสอบความรู้ของวิศวกร เพื่อการเลื่อนระดับจากภาคีวิศวกร เป็นสามัญวิศวกรในทุกสาขา ตามข้อกำหนดของสภาวิศวกร ที่ได้รับการเห็นชอบ จากที่ประชุมใหญ่ของวิศวกรในเดือน กันยายน 2543 การขอเลื่อนระดับจะเป็นดังนี้1) รวบรวมผลงานทางวิศวกรรมควบคุมตลอดระยะเวลาการทำงาน 3 ปีเต็ม ให้พิจารณา โดยจะต้องมีผลงานที่ช่วยสามัญวิศวกรทำงานของระดับสามัญวิศวกรอยู่ด้วย2) เมื่อผลงานผ่าน ให้เข้าทำการสอบข้อเขียน3) เมื่อผ่านข้อเขียน ให้เข้ารับการสอบสัมภาษณ์ในเรื่องทั่วไป โดยจะไม่มีการสอบความรู้ทางเทคนิคปากเปล่า
การสอบข้อเขียนเป็นอย่างไรโดยทั่วไปการสอบข้อเขียนในแต่ละสาขาวิซา จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มวิชา คือกลุ่มวิชาบังคับ และกลุ่มวิชาเลือก ยกตัวอย่าง ของสาขาไฟฟ้ากำลัง ดังนี้1) กลุ่มวิชาบังคับ มีเพียง 1 วิขา- มาตรฐานการติดตั้งไฟฟ้า2) กลุ่มวิชาเลือก มี 5 วิขา โดยให้เลือกสอบให้ผ่านเพียง 1 วิขา- มาตรฐานการป้องกันฟ้าผ่า, มาตรฐานสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และมาตรฐานไฟแสงสว่าง และป้ายทางออกฉุกเฉิน - Power Plant - Substation Equipment - Power Transmisslon and Distribution - protective Relayingผู้เข้าสอบข้อเขียนต้องทำคะแนนให้ได้ 60% ของแต่ละวิชา โดยวิชาที่สอบผ่านมีระยะเวลาคงสิทธิ์ 2 ปี เพื่อให้ทำการสอบเฉพาะวิชาที่ไม่ผ่านในการสอบครั้งต่อๆ ไป ซึ่งจะกำหนดให้มีการสอบปีละประมาณ 3 ครั้ง
เริ่มการสอบครั้งแรก เมื่อใดผู้ที่ทำการยื่นขอเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร ตั้งแต่ 1 มกราคม 2544 จะเข้าเกณฑ์ตามข้อกำหนดใหม่นี้ ซึ่งในการพิจารณาผู้ขอเลื่อนระดับวิศวกรของเดือนมกราคม ถึงเดือนพฤษภาคม มีผู้ยื่นขอ ประมาณ 120 ท่าน ผ่านเกณฑ์ผลงาน เพื่อเข้าทำการสอบข้อเขียนประมาณ 95 ท่านโดยจะเริ่มทำการสอบข้อเขียนครั้งแรก วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม 2544ขออวยพรให้วิศวกรทุกท่านที่เข้ารับการสอบข้อเขียน ได้สอบผ่านเป็นสามัญวิศวกรเพื่อมาทำการช่วยพัฒนาและแข่งขันกับวิศวกรต่างชาติต่อๆ ไป


วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

"เซิร์น"เดินเครื่อง

นักฟิสิกส์ไทยระบุ "เซิร์น" ยิงลำอนุภาคแรก ยังไม่น่าตื่นเต้น เพราะเดินเครื่องไม่เต็มที่ และยังต้องเก็บข้อมูลอีกเป็นเดือน ถือเป็นการอุ่นเครื่อง เหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป คาดอีก 3-5 ปีถึงจะได้เห็นผล ที่ฟันธงได้ว่ามี "ฮิกก์ส" หรือไม่ ส่วน "หลุมดำ" ที่อาจจะเกิดขึ้น เล็กกว่าระดับ "นาโน" ซ้ำก่อนเดินหน้าทดลองได้ทดสอบความเสี่ยงอันตรายเรียบร้อยแล้ว ตามเวลาประเทศไทยประมาณ 14.15 น. ของวันที่ 10 ก.ย.51 เซิร์น (CERN) หรือ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research)กำหนดเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider) เป็นครั้งแรก ทั้งนี้เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี นับเป็นเครื่องเร่งอนุภาคอันทรงพลังที่สุดในโลก โดยมีพลังงานมากกว่าเครื่องเร่งอนุภาคที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ถึง 7 เท่า ขณะที่ความน่าตื่นเต้นของการทดลองทางฟิสิกส์กำลังจะเริ่มขึ้น ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้สอบถามไปยัง ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การทดลองเดินเครื่องครั้งแรกของเซิร์นนั้น ยังไม่น่าตื่นเต้นเท่าใด เพราะยังเดินเครื่องไม่เต็มที่ โดยเดินเครื่องที่ระดับพลังงาน 0.4 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ (TeV) เท่านั้น ซึ่งเซิร์นสามารถเดินเครื่องไปได้ถึง 14 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ "ครั้งแรกนี้ยังต้องเก็บข้อมูลอีกเป็นเดือน การทดลองวันที่ 10 (ก.ย.) ระดับพลังงานอยู่ที่ 0.4 เทราอิเล็กตรอนโวลต์เท่านั้น แล้วจะเพิ่มเป็น 14 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ในปีหน้า ระหว่างนี้ก็ต้องเก็บข้อมูลอยู่พอสมควร ประมาณปีละ 15 ล้านกิกะไบต์ ซึ่งคงมีข้อมูลออกมาพอสมควร แต่คงยังไม่เจออะไรใหม่ ถือเป็นการอุ่นเครื่อง เหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป" ดร.อรรถกฤตกล่าว ทั้งนี้นักฟิสิกส์ทฤษฎีจากรั้วจามจุรี อธิบายว่า ตามทฤษฎีแล้วจะเกิดอะไรใหม่ ที่ระดับพลังงานขนาดเทราอิเล็กตรอนโวลต์ขึ้นไป ซึ่งคงต้องค่อยๆ เดินเครื่อง และคาดว่าต้องใช้เวลาเป็นเดือน โดยต้องใช้เวลาอีก 3-5 ปี จึงจะมีผลการทดลองที่ฟันธงได้ว่ามีอนุภาค "ฮิกก์ส" (Higgs) หรือหลุมดำหรือไม่ ขณะเดียวกันคาดว่าจะมีการพิสูจน์ทฤษฎีอีกหลายๆ ทฤษฎี ด้าน นายนรพัทธ์ ศรีมโนภาษ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยได้รับทุนระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเซิร์น วิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลของเซิร์น อธิบายกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า หลักการทำงานของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้น คล้ายกับเครื่องซินโครตรอน แต่มีความแตกต่างคือ เครื่องซินโครตรอนจะส่งอนุภาคให้เคลื่อนที่เป็นวงกลม และนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ออกมาไปใช้ประโยชน์ ขณะที่เซิร์นสนใจที่ตัวอนุภาค และการจับอนุภาคชนกันหรือชนเป้า ส่วนความน่าตื่นเต้นของการทดลองนี้ นายนรพัทธ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน โดยในฐานะของคนทำงานแล้ว ก็มองว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นพอสมควร เพราะลงแรงไปเยอะ และไม่ได้มีความก้าวหน้าเฉพาะฟิสิกส์เท่านั้น แต่ยังมีคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และมีระบบคอมพิวเตอร์กริด (Computer grid) ซึ่งพยายามเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก เนื่องจากเซิร์นคงไม่สามารถเก็บข้อมูลทั้งหมดได้ โดยข้อมูลที่จะออกมา เทียบเท่าซีดีประมาณ 20 ล้านแผ่น และจะส่งผ่านข้อมูลไปทั่วโลก พร้อมทั้งวิเคราะห์ผ่านเครือข่าย พร้อมกันนี้ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ยังได้สอบถามไปยัง รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติซึ่งให้ความเห็นถึงการทดลองในวันที่ 10 ก.ย.นี้ว่า ในความเป็นนักฟิสิกส์แล้ว ถือว่าเป็นการทดลองที่น่าตื่นเต้น เพราะเป็นการทดลองที่ระดับพลังงานสูง และอาจค้นพบอนุภาคที่เราไม่รู้จัก โดยในทฤษฎีได้ทำนายไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเครื่องมือพิสูจน์ การทดลองของเซิร์นจะบอกได้ว่าอนุภาคเหล่านั้นมีจริงหรือไม่ ซึ่งหากค้นพบก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก สำหรับเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้น รศ.ดร.วีระพงษ์กล่าวว่า มีระดับพลังงานสูงกว่าเครื่องเร่งอนุภาคของซินโครตรอนมาก โดยการทำงานของแอลเอชซีนั้นจะเร่งอนุภาคซึ่งเปรียบเหมือนลูกปืน 2 ลูกมาชนกัน และอนุภาคเล็กๆ ซึ่งประกอบขึ้นเป็นอนุภาคใหญ่ๆ นั้นจะแตกกระดอนออกมา ต่างจากการทดลองซินโครตรอนที่ไม่ได้นำอนุภาคมาชนกัน และทดลองในระดับพลังงานต่ำกว่ามาก "สำหรับเครื่องเร่งอนุภาค ที่เซิร์นจะเร่งอนุภาคให้วิ่งในสุญญากาศหลายๆ ล้านรอบ เพื่อให้พลังงานค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับพลังงานที่ทำให้เกิดการแตกของอนุภาค เพราะหากระดับพลังงานไม่ถึงก็จะชนกันแล้วกระเด็นออกจากกันเท่านั้น โดยลำอนุภาค 2 ลำจะวิ่งสวนทางกัน แต่วิ่งกันคนละท่อ เมื่อถึงระดับพลังงานที่ต้องการแล้วเขาก็จะบังคับให้ลำอนุภาคชนกัน ส่วนจะอันตรายหรือไม่นั้น ไม่อันตรายเพราะทดลองในบริเวณปิดมิดชิด ไม่มีอะไรหลุดออกมา" รศ.ดร.วีระพงษ์กล่าว นอกจากนี้ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ยังได้รับจดหมายข่าวจากศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเสนอความเห็นของ ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน นักฟิสิกส์ชั้นนำของไทย ในฐานะที่ปรึกษาด้านวิชาการ ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย ต่อความวิตกในการเกิดหลุมดำที่จะกลืนกินโลกว่า โอกาสการเกิดหลุมดำจากการทดลองมีเพียง 1 ใน 50 ล้านเท่านั้น และหากเกิดหลุมดำจริง จะเป็นหลุมดำที่จะมีขนาดเล็กได้ถึงระดับพิโคเมตร หรือ 10-15 เมตรเท่านั้น (เล็กกว่าระดับนาโนเมตร คือ 10-9 เมตร) ทั้งนี้ เนื่องจากการเกิดหลุมดำขนาดใหญ่ ในเอกภพโดยทั่วไป ตามทฤษฎีนั้น เกิดจากการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ กล่าวคือ โดยปกติดาวฤกษ์ในเอกภพจะอยู่ในสภาพสมดุล คือต้องมีแรงผลักออกซึ่งเกิดจากการปล่อยแสงสว่างหรือรังสีที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ และแรงดึงดูดที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง ซึ่งเมื่อดาวฤกษ์ได้เผาผลาญพลังงานนิวเคลียร์ภายในตัวจนหมดจะทำให้ไม่มีแรงผลักออก เหลือเพียงแรงดึงเข้าสู่จุดศูนย์กลางจนเกิดการยุบตัวกลายเป็นหลุมดำ ขณะที่การทดลองของเซิร์นเป็นการชนกันของอนุภาคโปรตอนที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของดาวฤกษ์ ดังนั้นหากเกิดหลุมดำก็จะมีขนาดที่เล็กจิ๋ว อีกทั้งตามทฤษฎีของฮอร์กิ้ง (Hawking) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ได้มีการคำนวณไว้ว่า หลุมดำขนาดจิ๋วที่เกิดขึ้น จะมีการระเหิดหรือการสลายตัวภายในเสี้ยววินาที (10-15 วินาที) เท่านั้น ด้วยเหตุนี้อันตรายที่จะเกิดขึ้นจากหลุมดำถือว่าน้อยมากจนไม่น่ากังวลและไม่มีผลกระทบใดๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่สำคัญการทดลองทุกรูปแบบของนักฟิสิกส์ ได้มีการคำนวณและประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายแล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดสิ่งผิดปกติจึงหยุดการทดลองได้ทันที สำหรับการทดลองในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ทีมงานผู้จัดการวิทยาศาสตร์จะรายงานให้ทราบต่อไป ส่วนผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดของสิ่งที่เซิร์นต้องการค้นหา และผลกระทบที่ชาวโลกหวาดกลัว สามารถติดตามในรายงานที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้...ได้ที่... เซิร์น : การทดลองสุดยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ ค้นหาจุดเล็กสุดสู่กำเนิดจักรวาล

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

พันธุวิศวกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

พันธุวิศวกรรม คือ อะไร? หลายๆ คนคงไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจว่า วิทยาการสาขานี้คืออะไร และมีความสำคัญเพียงใดกันแน่ แม้ว่าจะมีคำว่า “วิศวกรรม” อยู่ด้วย แต่ “วิศวกร” ผู้ศึกษาความรู้ในด้านนี้จะไม่ได้ก่อร่างสร้างสิ่งต่างๆ แบบวิศวกรในสาขาอื่นๆ แต่พวกเขาจะศึกษาการ “ตัดและต่อ” สารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับมวลมนุษยชาติ

เรียนพันธุวิศวกรรมจากจุลินทรีย์
นักวิทยาศาสตร์เคยฉงนสงสัยจนกระทั่งเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่แล้วนี่เองจึงได้รู้คำตอบว่า สิ่งที่ทำหน้าที่เป็น “สารพันธุกรรม” หรือสิ่งที่กำหนดรูปร่างลักษณะที่ถ่ายทอดจากสิ่งมีชีวิตรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูกหลาน คือ สารที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ (DNA)
โครงสร้างของดีเอ็นเอเป็นรูปเกลียวของสายดีเอ็นเอสองสายจับกันอยู่


แต่กระนั้นก็ตาม ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะมีความรู้แล้วว่า ดีเอ็นเอคือสิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตมีรูปร่างลักษณะหน้าตาและลักษณะอื่นๆ ทั้งหมดแตกต่างกัน แต่ก็ต้องรออีกนานถึง 30 กว่าปี จึงได้มีการค้นพบที่สำคัญที่เป็นต้นกำเนิดของพันธุวิศวกรรมขึ้น นั่นก็คือ มีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงที่น่าสนใจว่า แบคทีเรียชนิดหนึ่งสามารถสร้าง “เอนไซม์” หรือโปรตีนชนิดพิเศษ ซึ่งสามารถตัดดีเอ็นเอออกเป็นชิ้นๆ ได้
แบคทีเรียอาศัยเอนไซม์ดังกล่าวในการตัดดีเอ็นเอแปลกปลอมจากภายนอก เช่น ดีเอ็นเอจากไวรัส ซึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ในเซลล์แบคทีเรีย และทำให้แบคทีเรียนั้น “ป่วย” หรือ “ตาย” ถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกระทั่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สามารถสร้างกลไกการป้องกันตัวเองเช่นนี้ได้
ความรู้นี้เองที่ทำให้เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ สามารถประยุกต์ใช้เอนไซม์ดังกล่าวในการ “ตัด” ดีเอ็นเอที่ตำแหน่งซึ่งต้องการได้อย่างจำเพาะเจาะจง ปัจจุบัน พบว่ามีเอนไซม์ที่ทำงานในแบบเดียวกันอีกนับร้อยชนิด

ภาพวาดและภาพถ่ายไวรัส ขณะกำลังสอดใส่ดีเอ็นเอเข้าไปในแบคทีเรีย

เอนไซม์ที่แบคทีเรียสร้างขึ้น และสามารถตัดดีเอ็นเอได้


ในทางตรงกันข้าม ไวรัสก็ป้องกันตัวเองจากการถูกตัดดีเอ็นเอ ด้วยการสร้างเอนไซม์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถต่อดีเอ็นเอที่ขาดออกจากกัน ให้กลับมาติดกันดังเดิมได้ เอนไซม์ดังกล่าวจึงทำหน้าที่เสมือนกับเป็น “กาว” ที่ต่อดีเอ็นเอที่ขาดออกจากกันได้
ความรู้เกี่ยวกับเอนไซม์ทั้งสองชนิดที่สร้างโดยแบคทีเรียและไวรัส ดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นความรู้ขึ้นพื้นฐานที่สุดที่นำไปสู่การ “ตัดและต่อดีเอ็นเอ” และเกิดเป็นวิทยาศาสตร์สาขาใหม่ที่เรียกว่า “พันธุวิศวกรรม (genetic engineering)” ในที่สุด


ดีเอ็นเอเป็นสารสากลในสิ่งมีชีวิต
ความสามารถในการตัดและต่อดีเอ็นเอนำมาซึ่งความสามารถอันคาดไม่ถึง และก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล เนื่องจากดีเอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ นั้น มีโครงสร้างและองค์ประกอบพื้นฐานที่เหมือนกันทุกประการในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
เราจึงสามารถตัดและต่อดีเอ็นเอจากสิ่งมีชีวิตชนิดใดก็ได้เข้าด้วยกันได้ เกิดเป็นดีเอ็นเอลูกผสมชนิดใหม่ที่อาจจะไม่เคยพบมาก่อนในธรรมชาติ
ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดที่เป็นจุดหักเหสำคัญและกระตุ้นให้เกิดการเติบโตในแวดวงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้แก่ แนวคิดเรื่องการใช้จุลินทรีย์เป็น “โรงงาน” ผลิตสารเคมีสำคัญ เช่น ฮอร์โมน และยาชนิดต่างๆ ซึ่งผลิตได้ยาก หรือแม้ผลิตได้ด้วยกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมี แต่ก็มีความซับซ้อน จนทำให้มีราคาแพงมากเกินกว่าจะผลิตออกจำหน่ายในเชิงอุตสาหกรรมได้
เพียงไม่ถึงสิบปีภายหลังการค้นพบเอนไซม์ที่สามารถตัดและต่อดีเอ็นเอได้ คือในปี ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) มีการถือกำเนิดขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่บริษัทแรกของสหรัฐอเมริกาและของโลก นั่นก็คือ บริษัทเจเนนเทค (Genentech) และเพียง 2 ปีถัดมา นักวิทยาศาสตร์ในบริษัทดังกล่าว ก็ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ในการทำให้แบคทีเรียชนิด E. coli ผลิตฮอร์โมน “อินซูลิน” ของมนุษย์ได้
ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลหลายประการ เช่น ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากยามีราคาถูกลงกว่ากระบวนการแบบเดิม ที่ต้องอาศัยกระบวนการที่ยุ่งยากในการสกัดอินซูลินจากสัตว์ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ ยังเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย
ปัจจุบัน อินซูลินที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานผลิตด้วยวิธีการนี้เป็นหลัก นับว่าความรู้ในด้านนี้สามารถช่วยผู้ป่วยโรคนี้นับหลายสิบล้านคนทั่วโลก เฉพาะในสหรัฐฯ ประเทศเดียว ก็ประเมินกันว่ามีผู้ป่วยราว 6 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ หรือมากถึงราว 18 ล้านคนเลยทีเดียว

ภาพคอมพิวเตอร์แสดงโครงสร้างของฮอร์โมนอินซูลินและผลิตภัณฑ์อินซูลิน
ที่ผลิตโดยกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม


บริษัทดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง และได้ผลิตยาในลักษณะเดียวกันออกมาอีกนับสิบชนิด และเป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมใหม่ แม้ในปัจจุบัน ก็ยังติดอันดับบริษัทที่มีการบริหารจัดการดีและมีผลประกอบติดอันดับโลกอยู่อย่างสม่ำเสมอ ในปี ค.ศ. 1991 บริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกรายหนึ่งคือ ฮอฟฟ์แมนน์-ลา โรช ได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่คือ 60 เปอร์เซ็นต์ โดยจ่ายค่าหุ้นในขณะนั้นไปถึง 2.1 พันล้านเหรียญเลยทีเดียว
นับได้ว่าความรู้ด้านพันธุวิศวกรรมมีมูลค่ามหาศาลอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว!
เพียงหนึ่งทศวรรษภายหลังการถือกำเนิดของบริษัทเจเนนเทค คือในปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) ประเมินกันว่า น่าจะมีบริษัทอยู่ราวมากว่า 400 บริษัท และมูลค่าของอุตสาหกรรมพันธุวิศวกรรมทั้งโลกในขณะนั้น น่าจะอยู่ในราว 6 ล้านเหรียญ แต่เพียงสิบปีให้หลังพบว่า มีจำนวนบริษัทเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 4 เท่าตัว และมีขนาดของตลาดขยายขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านเหรียญ หรือขยายตัวกว่า 5 พันเท่าในเวลาเพียง 1 ทศวรรษ
ปัจจุบัน ประมาณว่าน่าจะมีบริษัทด้านพันธุวิศวกรรมอยู่ทั่วโลกไม่น้อยกว่า 3 พันบริษัท ในจำนวนนี้ราวครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
จะเห็นได้ชัดเจนว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่างก็ให้เห็นความสำคัญ และความสนใจในธุรกิจด้านนี้มากเพียงใด

เมื่อมนุษย์ใช้พืชและสัตว์เป็นโรงงานผลิตสิ่งต่างๆ
จากจุดกำเนิดในการบังคับควบคุมให้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะไม่ซับซ้อนนัก ช่วยสร้างยารักษาโรคต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว ต่อมา แนวความคิดนี้ ยังได้ขยายไปถึงการสร้างสารที่สลับซับซ้อนมากกว่าเดิม ภายในสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนมากกว่าเดิม เช่น ผลิตยาหรือสารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ในพืชหรือสัตว์
ตัวอย่างหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดีได้แก่ การสร้างพืชที่สามารถสร้างสารชนิดหนึ่งจากแบคทีเรียที่สามารถฆ่าหนอนแมลงที่มากัดกินส่วนต่างๆ ของพืชได้ เช่น ฝ้ายชนิดพิเศษที่ชื่อ “ฝ้ายบีที” คำว่า “บีที” นี้เป็นอักษรย่อในภาษาอังกฤษของชื่อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งออกฤทธิ์อย่างจำเพาะกับหนอนแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ไม่ออกฤทธิ์ในคนหรือสัตว์
อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่ มะละกอพันธุ์พิเศษที่สามารถต้านทานโรคจากไวรัสจุดวงแหวนได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไทยสามารถตัดต่อและสร้างมะละกอได้ด้วยตนเอง เป็นต้น
ฝ้ายบีที
ปลาม้าลายเรืองแสง
นอกจากนี้ ก็ยังมีความพยายามในการในการดัดแปลงพืชให้เป็นโรงงานผลิต “วัคซีน” โดยมีการทดลองใช้พืชสามัญในเขตร้อนอย่าง กล้วย เป็นโรงงานผลิตโปรตีนบางอย่างจากเชื้อแบคทีเรียก่อโรคท้องร่วง โดยคาดหวังว่าหากสำเร็จ เราจะได้พันธุ์กล้วยที่สามารถใช้ทาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานต่อโรคท้องร่วงได้ เมื่อถึงวันนั้น ปัญหาเรื่องการขาดแคลนวัคซีน และปัญหาเรื่องการขนส่งวัคซีนที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งทำได้ยากลำบากก็จะหมดไป นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าจะใช้พืชต่างๆ ในการผลิตวัคซีนหลายชนิด
เราจะสามารถปลูก “วัคซีน” ไว้ทานที่สวนหลังบ้านตัวเองได้!
สำหรับสัตว์นั้น ก็มีการทดลองนำดีเอ็นเอจากแมงกระพรุนและดอกไม้ทะเล ใส่เข้าไปในปลาม้าลายซึ่งเป็นสัตว์ทดลองที่ได้รับความนิยมมากชนิดหนึ่ง ทำให้ปลาม้าลายซึ่งปกติจะมีลำตัวใส ไม่มีสี เกิดเป็นปลาม้าลายสายพันธุ์พิเศษที่มีสีเขียวและสีแดง ตามลำดับ เนื่องจากสีเหล่านี้ถูกบังคับให้สร้างขึ้นอย่างสัมพันธ์กับกระบวนการซ่อมแซมตนเองของปลา
นักวิทยาศาสตร์จึงคาดหวังว่า ในที่สุดแล้ว ปลาม้าลายเหล่านี้จะมีประโยชน์ สามารถใช้เป็นตัวตรวจวัดความเน่าเสียของน้ำในแหล่งน้ำได้
นอกจากนี้ ยังได้มีการทดลองนำดีเอ็นเอที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างใยแมงมุมไปใส่ไว้กับแพะ ทำให้แพะนั้นสร้างโปรตีนใยแมงมุมออกมาในน้ำนม หากสร้างสารดังกล่าวได้เป็นปริมาณมาก ก็จะมีประโยชน์เพราะใยแมงมุมมีความเหนียวและทนแทนต่อแรงดึงเป็นอย่างยิ่ง จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่น สามารถนำมาถักทอเป็นเสื้อเกราะได้ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า จากความรู้สำคัญสองเรื่อง หนึ่งคือความสามารถในการตัดและต่อดีเอ็นเอ และสองคือ ดีเอ็นเอเป็นสารที่มีความเป็นสากลในหมู่สิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถประยุกต์ใช้ความรู้เหล่านี้ได้อย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดผลต่อเนื่องเกิดเป็นธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพขนาดใหญ่ จนทำให้นักเขียนและนักพยากรณ์อนาคตหลายๆ คนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เทคโนโลยีชีวภาพซึ่งมีพันธุวิศวกรรมเป็นส่วนหนึ่งนั้น จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญและเป็นคลื่นลูกที่ 4 ที่จะมาฉายแสงบดบัดคลื่นลูกที่สามอย่างไอทีและคอมพิวเตอร์ ในที่สุด
จะเห็นได้ว่า แม้ว่าพันธุวิศวกรรมจะเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับคนทั้งโลก คือ มีประวัติศาสตร์เพียงราว 30 ปีเท่านั้น แต่ก็เป็นศาสตร์ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง การทำความเข้าใจวิทยาการในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น มิฉะนั้น คนไทยก็จะพลาดโอกาสอันดีที่จะสร้างศักยภาพในเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง เพราะมัวคัดค้านด้วยความไม่รู้ และไม่ยอมทำความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ
แม้ว่าอดีตและปัจจุบันของพันธุวิศวกรรมจะดูน่าตื่นเต้นเพียงใด และอนาคตเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้นั่นก็คือ อนาคตของพันธุวิศวกรรมจะยิ่งน่าตื่นเต้น และน่าสนใจยิ่งไปกว่านี้อย่างแน่นอน!

พันธุวิศวกรรม(จีโนม)

Biotechnology Vocab: จีโนม
จีโนมคืออะไร
จีโนม คือ สารพันธุกรรมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด หรือ “ยีนทั้งหมด” ของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งกำหนดและควบคุมลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น หากทราบว่ายีนทั้งหมดมีวิธีการทำงานอย่างไรก็สามารถปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาลักษณะต่างๆ ของพืช และสัตว์ให้ดีขึ้นตามที่เราต้องการได้ การศึกษาวิจัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในหลายๆ ด้าน อาทิเช่น การแพทย์ การเกษตร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ สินค้าในหลายรูปแบบ ตั้งแต่เป็นข้อมูล ภูมิปัญญา และองค์ความรู้ จนถึงสารตั้งต้นในการพัฒนายา หรือเคมีภัณฑ์ใหม่ๆ
การศึกษาจีโนมทำอย่างไร
การหาลำดับการเรียงตัวของเบส
ดีเอ็นเอ หรือ สารพันธุกรรม ประกอบด้วย ตัวอักษรเพียง 4 ชนิด คือ เอ (A) ที่ ซี และ จี ตัวอักษรทั้ง 4 ชนิดนี้ มีหลายตัวเรียงกันเป็นสายยาว จีโนมของมนุษย์นั้นมีอักษร 4 ชนิดนี้ 3 พันล้านตัว จีโนมข้าวมี 430 ล้านตัว การที่จะอ่านตัวหนังสือที่มีอยู่เป็นพันๆ ล้านตัว และทำความเข้าใจตัวหนังสือเหล่านี้ ต้องรู้ก่อนว่าตัวหนังสือเหล่านี้มีการเรียงตัวอย่างไร ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงทำการหาการเรียงตัวของลำดับเบสซึ่งประกอบกันเป็นสารพันธุกรรมก่อนเป้นอันดับแรก
จากตัวหนังสือแปลเป็นยีน
ยีนเป็นตัวกำหนดรหัสพันธุกรรม ยีนแต่ละยีนแตกต่างกันในจำนวนและลำดับของตัวอักษรทั้ง 4 ชนิด ดังนั้นเมื่อทราบลำดับของตัวอักษรทั้งหมดแล้ว มีความจำเป็นต้องศึกษาต่อไปว่า ตัวอักษรที่ประกอบกันยาวเหยียดหลายตัวนั้น ประกอบเป็นยีนกี่ชนิด และมียีนอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น ในจีโนมมนุษย์คาดว่ามียีนประมาณ 35,000 ยีน จีโนมข้าวคาดว่า มียีนประมาณ 33,000 – 50,000 ยีน ดังนั้นขั้นตอนนี้ก็คือการแปลตัวอักษรเป็นยีน ก็เหมือนกับการอ่านคำ คำแต่ละคำมีความหมายแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตัวอักษร ลำดับตัวอักษร และตัวอักษรนั้นถูกวางอยู่ที่ใดในประโยค
จากยีนสู่โปรตีน
จากอักษรในยีน ถูกแปลเป็นกรดอะมิโน (3 ตัวอักษรเท่ากับ 1 กรดอะมิโน) กรดอะมิโนเหล่านี้เรียงตัวต่อกันไปเป็นโปรตีน
จากบรรพบุรุษเดียวกัน มีวิวัฒนาการแตกแขนงออกไปเป็นสิ่งมีชีวิตต่างๆ ยีนที่ควบคุมลักษณะหรือสร้างโปรตีนเดียวกันในสิ่งมีชีวิตต่างๆ จะใกล้เคียงกัน ดังนั้น ถ้ารู้หน้าที่ของยีนในสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ก็สามารถนำลำดับเบสของยีนหรือกรดอะมิโนในโปรตีนที่สร้างจากยีนนั้นไปเปรียบเทียบลำดับเบสในดีเอ็นเอของอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งว่า มียีนชนิดเดียวกันหรือไม่ (เรียกว่า Comparative analysis หรือ การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ) ดังนั้น จึงมีการทำโครงการจีโนมของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด ถ้ามีลำดับเบสของยีนหรือลำดับกรดอะมิโนในโปรตีนที่ไม่ทราบหน้าที่ในสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ก็สามารถเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ทราบหน้าที่ของยีนหรือโปรตีนนั้นแล้ว และที่มีความใกล้เคียง ซึ่งอาจสันนิษฐานว่ายีนที่เราศึกษามีหน้าที่อะไร

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

Gifted คือ ??

เกิดมาอัจฉริยะ
ไม่ใช่เรื่องที่จะพบเห็นได้บ่อยนัก สำหรับแววความเป็น "อัจฉริยะ" ของเด็กคนหนึ่ง.... ระดับอัจฉริยะนั้น นับได้ว่าเป็นทรัพยากรบุคคลอันมีค่าของชาติ ที่ไม่ควรมองข้าม หากได้รับการส่งเสริมอย่างถูกวิธี เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะสามารถสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติได้อย่างมาก ในทางกลับกัน หากไม่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเหมาะสม และถูกวิธี ก็อาจสูญเสียศักยภาพได้ ...แล้วเราจะรอให้ถึงวันนั้นหรือ?!?
'เอ็มมิลี่'
เอ็มมิลี่เป็นเด็กหญิงลูกครึ่งไทย-ฮ่องกง เธอฉายแววฉลาดเฉลียว จนน่าคิดว่าเธออาจเป็นเด็กอัจฉริยะ พ่อแม่คนไหนๆ ก็คงภูมิใจที่มีลูกเก่งๆ อย่างเธอ และเธอก็เก่งจริงๆ เด็กหญิงวัยไม่ถึง 10 ขวบผู้นี้ ปัจจุบันมีสถานภาพเป็นนักศึกษาสาขาฟิสิกส์ แห่งมหาวิทยาลัย แสตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก
แต่...เอ็มมิลี่มีปัญหากับระบบการศึกษาไทย! เอ็มมิลี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างเด็กไทยที่มีแววอัจฉริยะ ที่ต้องเผชิญอุปสรรคนานัปการจากความไม่เข้าใจของสังคม แต่ถึงกระนั้น ผู้ปกครองของเธอก็ไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้มาขัดขวางศักยภาพของลูกสาวของตน เมื่อสังคมไทยไม่มีที่สำหรับเด็กแบบเธอ โรงเรียนในต่างประเทศที่เปิดกว้างสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ จึงกลายเป็นแหล่งแสดงความสามารถและฟูมฟักความฉลาดเฉลียวของเด็กหญิงผ้นี้ แล้วประเทศไทยก็สูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าอีกคนไปอย่างน่าเสียดาย
"ระบบการศึกษาของเมืองไทยยังเป็นเหมือนกับขนมชั้น ที่แบ่งว่าพออายุเท่านี้ๆ ต้องเรียนอยู่ระดับนี้ ทำให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษหลายคนต้องทำลายศักยภาพตัวเอง ด้วยการทำให้ช้าลง ขณะที่ในต่างประเทศ เด็กอายุ 12 สามารถเข้าเรียนโรงเรียนแพทย์ได้ ดิฉันอยากเห็นการทำลายระบบ ทำลายกำแพงประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย" ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ป
ระธานสหพันธ์เอเชีย-แปซิฟิกแห่งสภาโลกเพื่อเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาคการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยศรีนรินทรวิโรฒ แสดงทัศนะต่อระบบการศึกษาไทย ที่กลับกลายเป็นกำแพงกีดกั้นความสามารถของเด็กเก่งเหล่านี้ มาถึงตรงนี้หลายคนอาจยังไม่เข้าใจหรือสงสัยว่า 'เด็กอัจฉริยะ' คืออะไร ทำไมหนอใครๆ จึงต่างพากันสนใจที่จะส่งเสริมและฟูมฟักกันขนาดนี้ เพื่อประโยชน์อันใดเล่า... ขณะเดียวกันสำหรับคนที่มีบุตรหลานในวัยกำลังซน ก็อาจกำลังเพ่งพินิจวิเคราะห์ว่า แล้วลูกฉันล่ะ...จะมีแววเป็นเด็กอัจฉริยะหรือเปล่า
'Gifted Child' เด็กที่มีความสามารถพิเศษ
จากข้อมูลทางวิชาการ ผศ.ดร.อุษณีย์ กล่าวว่าในแวดวงวิชาการ มักไม่เรียกเด็กที่มีแววอัจฉริยะว่า "เด็กอัจฉริยะ" ขณะที่คนทั่วไปจะเรียกอย่างนี้ ซึ่งทำให้เกิดภาพว่าเป็น "สุดยอดมนุษย์" ในความหมายทางวิชาการ คำว่า "อัจฉริยะ" จะหมายถึงบุคคลที่มีความสามารถโดดเด่น และมีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นดีกรีสูงสุดสำหรับการยกย่อง
ส่วนคนที่เก่งรองลงมาก็คือคนที่มี "ความสามารถพิเศษ" อาจจะเป็นผู้นำด้านต่างๆ ซึ่งก็มีอยู่ไม่น้อย ศัพท์สากลนิยมใช้ว่า กิ๊ฟท์เต็ด (Gifted) ทาเลนท์เต็ด (talented) ฯลฯ และถ้าเป็นเด็กที่มีแนวโน้มเป็นอัจฉริยะบุคคลก็เรียกว่า ไฮลี่ กิ๊ฟเต็ด (Highly Gifted) คือผู้ที่มีความสามารถพิเศษระดับสูง ไอคิวเกิน 160 หรือถ้าจะดูแววที่แสดงออกก็ได้ อย่างอัจฉริยะบางสายไม่จำเป็นต้องมีไอคิวสูง อาทิ ด้านดนตรี ศิลปะหรือกีฬา เป็นต้น
"เราคงรู้จักโมสาท ที่นุ่งผ้าอ้อมแต่งเพลง หรือลีโอนาโด ดาวินชี่ ที่เก่งหลายๆ ด้าน ในเมืองไทยก็มีคนแววอัจฉริยะมากมายเป็นร้อยราย อย่างน้องตุลย์เมื่อตอนอายุ 4 ขวบ หนังสือหลักๆ ที่แกอ่านเป็นจำพวกดอกเบี้ยธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ผู้จัดการรายวัน อ่านทุกวัน น้องวรากร ที่คำนวณเลขได้ตั้งแต่ยังนุ่งผ้าอ้อม น้องโจประดิษฐ์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ หรืออย่างน้องเอมิลี่ลูกครึ่งไทย-ฮ่องกง ก็เข้าแสตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกาและของโลก เรียนเอกฟิสิกส์ ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ"
'Gifted' เกิดจากอะไร
"คงเคยได้ยินว่าการเกิดของเด็กแต่ละคนนั้น พ่อแม่ก็จะเอาโครโมโซมของตัวเองทั้งหมดไปอยู่ในยีนส์ อนุมานว่าเป็นเครื่องปั่น ก็จะปั่นออกมาว่าเป็นลูกคนที่ 1, 2, 3 ซึ่งเด็กไม่สามารถเลือกเองได้ เพราะฉะนั้น เรื่องของความฉลาดก็แล้วแต่ว่าเด็กคนไหนจะได้ส่วนนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของพันธุกรรม
ส่วนสาเหตุที่สอง เป็นโครงสร้างของเด็กเอง ที่จะเกิดมาเป็นกิ๊ฟท์เต็ด สมองของเขาอาจได้รับการกระทบกระเทือนตั้งแต่อยู่ในท้องแม่" นั่นเป็นข้อเท็จจริงจากการศึกษาทางการแพทย์ ที่ ศ.ดร.พญ.เพ็ญแข ลิ่มศิลา ผู้อำนวยการศูนย์เด็กพิเศษ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ และที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ยืนยัน
ศ.ดร.พญ.เพ็ญแข บอกด้วยว่า หากพ่อแม่ไม่ได้ดูแลเด็กกลุ่มนี้เป็นอย่างดี พวกเขาก็จะไม่แสดงความสามารถออกมาเต็มที่ เพราะเรื่องการเลี้ยงดูจะต้องส่งเสริม นอกเสียจากเด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งผู้ปกครองหรือครูอาจจะสังเกตได้
"จริงๆ แล้วเด็กอัจฉริยะเป็นเด็กเก่งมากๆ โดดเด่นมาเลย หมายความว่า เขาสามารถค้นหาอะไรด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองเด็กปานกลางและค่อนข้างเก่ง เด็กที่อยู่หัวเส้นกราฟประมาณเส้นบนนี่จะมีแววเป็นอัจฉริยะได้ และเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่จะมาอบรมให้สามารถเรียนรู้จนจบปริญญาเอกแล้วมาทำงานวิจัยต่างๆ มีประมาณ 1-2% จำนวนนี้ก็มีอีก 1 ใน 1,000 ที่เป็นอัจฉริยะชั้นยอด"
ขณะที่ ผศ.ดร.อุษณีย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในแต่ละปีเด็กไทยเกิดราว 1 ล้านคน จำนวนนี้จะมีประมาณ 1 พันรายที่เป็นอัจฉริยบุคคล หรือเท่ากับหนึ่งในหมื่นของแต่ละสาขา ได้แก่ ด้านนักคิด นักวิชาการ ดนตรี กีฬา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ผู้นำ และความคิดสร้างสรรค์ แล้วถ้านับเด็กไทยตั้งแต่รุ่นที่เพิ่งเกิดจนถึงอายุ 18 ปีจะมีกี่หมื่นคน แต่เด็กกลุ่มนี้หายไปไหนหมด
"กลุ่มประชากรที่มีความสามารถพิเศษนี้ ถูกกลืนหายด้วยอะไร น่าตกใจนะ ไม่ใช่ไม่มีเกิดขึ้น แต่เมื่อเขาเกิดมาแล้ว เราไม่สามารถเลี้ยงให้เป็นสุดยอดได้" ผลจากความไม่รู้ในหลายเรื่อง กลายเป็นปัจจัยให้เด็กที่มีแววอัจฉริยะถูกบั่นทอนความสามารถลงไป อันดับแรกด้านโภชนาการ จากการวิจัยพบว่า อาหารที่กินไม่เหมาะสม ทำให้เด็กอัจฉริยะกลายเป็นเด็กเอ๋อ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสิ่งแวดล้อมหรือการเลี้ยงดู ที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กฉลาดหรือไม่ เพราะฉะนั้น การที่จะเกิดเด็กเก่งคนหนึ่งได้ ความรู้จึงเป็นรอง แต่ปัจจัยทางอารมณ์ สังคม มนุษยสัมพันธ์ การปลูกฝังคุณค่าในตัวเองต่างหากที่สำคัญ
"เราเห็นแนวโน้มคนที่มีปัญหาทางสังคมมาก แต่จะเห็นแนวโน้มคนที่จะเป็นอัจฉริยะน้อย นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง มีงานวิจัยออกมาว่า คนจะเก่งได้ต้องทุ่มเทเวลาให้สิ่งที่สนใจอาทิตย์หนึ่งอย่างน้อย 35 ชั่วโมง เด็กจะเก่งความรู้ใช้เพียง 10% ที่เหลืออีก 90% เป็นทักษะการใช้ชีวิต"
อย่างไรถึงเรียกว่า เด็ก 'Gifted' พบว่าคนที่ทำอะไรได้ดีกว่าคนอื่นในเวลาเท่าๆ กัน กลุ่มนี้จะมีแววความเป็นเลิศทางสติปัญญา เช่น คนทั่วไปใช้เวลา 10 ชั่วโมงในการทำหรือคิดแก้ปัญหาในเรื่องหนึ่งๆ ในขณะที่อีกคนใช้เวลาเพียงน้อยนิดเท่านั้นก็ไปไกลกว่าแล้ว ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถแต่ละคนไม่เท่ากัน และเรามักเข้าใจผิดว่า คนที่มีความสามารถพิเศษจะวัดได้เฉพาะไอคิวเท่านั้น แท้จริงแล้ว ไอคิว คือเครื่องมือใช้วัดอย่างหนึ่งเท่านั้น
"ในเมื่อเครื่องมือไม่ได้มีให้วัดทุกเรื่อง จึงควรใช้การสังเกต เขาทำอะไรได้ดี นั่นแหละ คือแวว และไม่ต้อง ฉุดให้เขาทำตาม นี่คือจุดพลาดในการพัฒนาคน อย่าคิดว่าทุกคนมีความสามารถเหมือนกัน" ผศ.ดร.อุษณีย์ ให้แนวทางการตอบสนองเด็กที่มีความสามารถพิเศษ อย่างไรก็ตามคนที่มีความสามารถแปลกประหลาดกว่าคนปกติ เช่น เขียนหนังสือกลับหลัง เขียนจากล่างขึ้นบน อ่านจากขวามาซ้าย ผศ.ดร.อุษณีย์ บอกว่าพวกนี้ไม่ถือว่าอัจฉริยะ แต่จัดอยู่ในกลุ่มผู้มีภาวะบกพร่องทางการรับรู้ แต่บางครั้งก็อาจเรียกว่ามีวิธีการเรียนต่างจากคนปกติ แต่แปลกที่คนอัจฉริยะหลายคนก็เป็นแบบนี้
'น้องไทเกอร์' เด็กชายธนกร พิศนุภูมิ เด็กชายช่างพูดวัย 4 ขวบเศษกับพฤติกรรมชอบจับดินสอปากกามาขีดเขียนเป็นตัวอักษรภาษาไทยและอังกฤษ ผ่านความรู้สึกนึกคิดของตัวเองมาตั้งแต่อายุสองขวบ หากเป็นเด็กที่เคยเรียนรู้ในชั้นเรียนคงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพฤติกรรมเช่นนี้ แต่นี่เขาเป็นเพียงเด็กชายในวัยที่ยังไม่เคยรู้จักแม้แต่กระดานดำเลย คุณแม่ปลายรุ่ง พิศนุภูมิ เล่าว่า สังเกตพฤติกรรมลูกมานาน จึงเกิดความสงสัยว่าเด็กวัยแค่นี้ทำไมช่างพูดช่างเขียน เธอทนความอัดอั้นไม่ไหว จึงตัดสินใจไปเล่าให้ครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่งฟัง เพราะคิดว่าหากลูกสนใจเรียนรู้จริงๆ ก็จะได้พาไปเข้าโรงเรียนเสียเลย
แต่ด้วยความไม่สนใจหรือความไม่รู้ของครูคนนั้น คำตอบที่ได้รับกลับกลายเป็นว่า นั่นเป็นเพียงความซุกซน ตามประสาเด็กอยากรู้อยากเห็น และปฏิเสธที่จะรับเข้าโรงเรียน ให้รอจนถึงเกณฑ์เสียก่อน
"เราก็เชื่อที่ครูบอก และด้วยความรำคาญที่ลูกห้ามแล้วไม่ฟัง ตัวเองเลยเก็บปากกาดินสอไปซ่อนไว้กว่า 1 ปีเต็ม เพื่อดัดนิสัยความซุกซน ไทเกอร์จึงหันมาชอบดูรายการเกมโชว์รายการหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับการคำนวน แล้วคิดตามเกมจนกระทั่งอายุได้ 3 ขวบ ได้เห็นน้องปืนซึ่งมีแววเป็นเด็กอัจฉริยะมาออกรายการเมืองไทยวาไรตี้ ก็เอะใจทันทีว่าตรงกับน้องไทเกอร์เลย มีแววตั้งแต่อายุ 2 ขวบเหมือนกัน พอรู้ก็เริ่มโทรฯถามผู้รู้แล้วเล่าให้ฟัง นับแต่นั้นก็ปล่อยให้ไทเกอร์ขีดเขียน มีอิสระเต็มที่"
นับแต่นั้นแววฉลาดเกินวัยของเด็กชายก็มากขึ้นเรื่อยๆ บนรถตู้โดยสารขนส่งผู้คนจากนนทบุรีเข้าตัวเมืองกรุงเทพฯ รถแล่นบนทางด่วนซึ่งมีป้ายจำกัดความเร็วไม่เกิน 80 กม/ชม.
เด็กชายสังเกตป้ายข้างทาง เห็นว่าคนขับรถตู้เร่งความเร็วเกินกว่าที่ป้ายระบุ จึงโวยวายเพื่อให้คนขับรักษากฎ กรณีนี้หากเป็นเด็กวัยเดียวกันจะไม่เข้าใจในเหตุการณ์ นี่แสดงให้เห็นถึงแววความเป็นเด็กอัจฉริยะของเขา และความเป็นเด็กที่ไม่ชอบอยู่เฉยของน้องไทเกอร์ นับวันพฤติกรรมการชอบขีดเขียนและหัดผสมคำต่างๆ จึงทวีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษาจึงเร็วกว่าปกติ
อีกส่วนหนึ่งอาจเกิดจากแม่สอนให้ลูกชายใช้สมองคิดเอง และจะไม่พยายามชี้นำ
"เรื่องเค้าโครง เขาถามจากความสงสัยกับแม่ก่อน พอแม่ให้หัดคิดจากต้นแบบไม่กี่คำ เขาก็สามารถขยายเครือข่ายในวงกว้าง" ล่าสุดคุณแม่พาลูกชายไฮเปอร์คนนี้ไปปรึกษากับศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก สภากาชาดไทยตามคำแนะนำของโปรดิวเซอร์รายการทีวีรายการหนึ่ง โดยมีผศ.ดร.อุษณีย์ เป็นผู้รับไว้ในความดูแลอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตามแววฉลาดเกินวัยอย่างนี้ ถูกจัดอยู่ในข่ายคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น ยังไม่ถือว่าเป็นอัจฉริยะ และขณะนี้มหาวิทยาลัยของรัฐชื่อดังแห่งหนึ่ง กำลังเร่งวางหลักสูตรพิเศษเพื่อพัฒนาเด็กเข้าข่ายอัจฉริยะ และน้องไทเกอร์ ถือเป็นเด็กรุ่นแรกที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว
'สมอง' พัฒนาไปไกล แต่ไม่สัมพันธ์กับภาวะด้าน 'อารมณ์' เด็กที่มีแววอัจฉริยะหรือมีความสามารถพิเศษส่วนใหญ่จะมีความบกพร่องเรื่องภาวะทางอารมณ์ เป็นเด็ก ขี้หงุดหงิด เบื่อง่าย สมาธิสั้น และมักเก็บอารมณ์ไม่ค่อยอยู่
ผศ.ดร.อุษณีย์ มองว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษบางรายไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กที่มีปัญหา เด็กบางคนดูปกติมาก แต่เด็กที่มีความสามารถระดับสูง เป็นจีเนียส ก็มีปัจจัยที่ทำให้เขาอาจมีปัญหามากกว่าเด็กอื่นๆ ได้ เป็นความไม่ผสมผสานทางพัฒนาการ เมื่อไม่ผสมผสานก็เกิดความขัดแย้งขึ้นมา อันดับแรกจะเห็นว่าคำถามในใจของเด็กพวกนี้มีอย่างไร้ขอบเขต แล้วไม่ได้เป็นคำถามแห่งความเพ้อฝัน แต่เป็นคำถามเหนือมนุษย์แบบ beyond ability ก็ต้องให้เหนือมนุษย์ตอบ ซึ่งภูมิปัญญาเขาได้ชอนไชไป หลายศาสตร์หลายสาขา อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด แต่ก็น่าเสียดายว่า มนุษย์จัดศาสตร์ไว้เป็นกลุ่มก้อน แบ่งเป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือภาษาศาสตร์ ซึ่งศาสตร์ที่แท้จริงไม่ได้แยกออกจากกัน
"เจอเด็กพวกนี้มากๆ จะพบเลยว่า พวกเขาเป็นตัวแทนของนักปราชญ์ที่แท้จริง เพราะศาสตร์จริงๆ มันบูรณาการไม่ได้แยก เพราะฉะนั้น ตอนตั้งคำถามต้องอาศัยสิ่งที่บูรณาการมากๆ ทำให้คนตอบไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรียนวิทยาศาสตร์แล้วครูตอบไม่ได้มันหงุดหงิดนะ"
ปัญหาเหล่านี้ทำลายความเป็น 'อัจฉริยะ' แค่ไหน จากการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ได้ข้อมูลที่น่าตกใจว่าคนที่ฉลาดมากๆ แล้วไม่มีโอกาสได้แสดงออก ไม่สามารถแสดงออกตามศักยภาพของตัวเองก็เป็นความเครียด
การไม่เห็นหนทางที่จะใช้ศักยภาพของตัวเองสูงสุด ก็ไม่ต่างกับความรู้สึกของผู้อำนวยการที่ถูกลงโทษด้วยการให้ล้างห้องน้ำ เด็กก็เป็นอย่างนั้น จะคับแค้นใจ เบื่อหน่ายตลอดเวลา และรู้สึกไร้ค่าในตัวเอง สุดท้ายจึงแสดงออกด้วยการอาละวาด
"สิ่งที่เด็กกลุ่มนี้พยายามต่อสู้ คือ เขาจะพยายามทำลายความสามารถของเขาให้เหมือนคนปกติ แล้วการที่พยายามทำลายเอง สุดท้ายก็เป็นคนปกติหรือต่ำกว่าปกติได้ เพราะฉะนั้น คนปัญญาอ่อนจะมาเป็นอัจฉริยะเป็นไม่ได้ แต่อัจฉริยะไปเป็นปัญญาอ่อนมีสิทธิ์ได้มากกว่า เพราะถ้าวิเคราะห์โครงสร้างสมองถ้าไม่ใช้ก็ถูกทำลาย"
พ่อ แม่ควรตั้งรับอย่างไร
ผศ.ดร.อุษณีย์ แนะว่าสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองรวมถึงครูอาจารย์พึงกระทำเป“นอันดับแรก คือ ต้องเปิดใจให้กว้างก่อน ที่ผ่านมา มักพบว่าพ่อแม่ไม่เปิดใจเท่าที่ควร ที่สำคัญอย่าพยายามมุ่งแก้ไขในจุดที่ล้มเหลว ควรมองหาจุดเด่นของเด็กให้ได้เสียก่อน แล้วจึงพัฒนาจากจุดนี้ เพราะคนจะพัฒนาได้ ต้องให้รู้จักยืนอยู่บนขาของตัวเอง ทำในสิ่งที่เขาถนัด
แหล่งส่งเสริมเพิ่มพูนอัจฉริยภาพ
ผู้เชี่ยวชาญให้แนวทางว่า ในการเลี้ยงดูนั้น มีหลายๆ ส่วนที่ควรปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเด็กปกติ แต่บางส่วนก็ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในส่วนที่เขามีความสามารถด้านนั้นๆ
"เรามีโรงเรียนเพื่อเด็กพิเศษทางวิทยาศาตร์ กีฬา ดนตรี ศิลปะ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็น ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ ที่มุ่ง ส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์ แล้วก็มีโรงเรียนกีฬาต่างๆ แต่ทางด้านดนตรียังไม่ทั่วถึง หลายสาขายังไม่เพียงพอ ส่วนที่ศูนย์พัฒนาอัจฉริยะภาพเด็ก ม.ศ.ว.ก็มี ถ้าอยากสำรวจแวว เรารับตั้งแต่ 3-15 ปีมาติดต่อได้"
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นโรงเรียนอีกแห่ง ที่เปิดรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์โดยตรง โดยจัดการเรียนการสอนแบบโรงเรียนประจำ ซึ่งหลักสูตรและกิจกรรมได้รับการออกแบบให้เข้ากับเด็กกลุ่มนี้ ที่สำคัญไม่ได้เน้นวิชาการอย่างเดียว แต่เน้นความเป็นคนดี คนเก่งและการที่มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ เป็นการพัฒนาได้ ทุกรูปแบบทั้งเรื่องวิชาการ คุณธรรมและจริยธรรม
"จุดเด่นของหลักสูตรก็คือ นักเรียนที่มาเรียนไม่ใช่เรียนได้จีพีเอ 4.00 แล้วถือว่าเรียนจบ แต่ต้องทำกิจกรรมที่กำหนดด้วย เรียกว่า กิจกรรมต้องทำก่อนสำเร็จการศึกษา เช่น ต้องเข้าค่ายวิชาการอย่างน้อย 1 ครั้ง ค่ายปฏิบัติธรรมอย่างน้อย 1 ครั้ง ต้องอ่านหนังสือจากรายการที่กำหนดให้ซึ่งมีอยู่ 500-600 รายการ ให้ได้อย่างน้อย 50 รายการ เป็นต้น" อาจารย์ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นข้อดีของการมุ่งพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ให้ตรงจุดด้วยว่า เด็กจะได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ แล้วสิ่งต่างๆ ที่โรงเรียนให้ ก็มั่นใจว่าเด็กจะได้ประโยชน์มาก เหล่านี้ถือเป็นประโยชน์ต่อเด็ก ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองย่อมต้องการให้เด็กเรียนอย่างเต็มศักยภาพ ความอิ่มใจสบายใจก็เกิดขึ้น สุดท้ายจากการปลูกฝังให้พวกเขาค้นคว้าวิจัย ในอนาคตเด็กกลุ่มนี้ก็จะสร้างองค์ความรู้ต่างๆ ให้ชาติบ้านเมืองต่อไป
"โดยแท้จริงแล้ว ยังไม่มีโครงการต่อยอด แต่เริ่มมีสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทำหลักสูตรที่เรียกว่าหลักสูตรเกียรตินิยม เพื่อรองรับเด็กเก่งๆ เมื่อจบปริญญาตรีแล้วก็สามารถเข้าไปเรียนปริญญาเอกได้เลยโดยไม่ต้องผ่านปริญญาโท ก็จะมีทางเชื่อมไปแล้วแต่กรณี แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ว่ามันมีลู่ทางต่อยอดถึงปริญญาเอกแค่ไหน แล้วมีโครงการรองรับเด็กเหล่านี้ไปทำงานวิจัยแค่ไหนด้วย ก็เป็นจุดที่อยากเห็นสังคมให้ความสำคัญมากๆ" อาจารย์ธงชัยกล่าวฝากความหวังเอาไว้ จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม เด็กกลุ่มนี้สมควรได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อจะได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพทั้งทางร่างกาย และจิตใจไปพร้อมๆ กัน เด็กที่มีความสามารถพิเศษและเด็กอัจฉริยะจึงเปรียบดังกล้าไม้พันธุ์ดี เมื่อเติบโตเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ก็จะให้ร่มเงาและสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติได้อย่างมากในภายภาคหน้า...