วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ภาษาอุตสาหกรรม


คำศัพท์
ความหมาย
KYT
การฝึกเพื่อการหลีกเลี่ยงอันตรายโดยการเตือนสติตนเองด้วยการกล่าวออกเสียง
(KIKEN YOSHI TRAINING)
และมือชี้
KAIZEN
การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทีละน้อย โดยการปรับปรุงงาน ที่กระบวนการทำงานเดิม


QC
กิจกรรมกลุ่มย่อยเพื่อการแก้ปัญหาโดยศักยภาพของกลุ่มเองอย่างมีหลักการทาง

วิทยาศาสตร์วิเคราะห์
JIT
การผลิตแบบทันเวลาพอดี (โดยไม่มีความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต)
(JUST IN TIME)

POKA YOKE
การออกแบบวิธีการทำงานให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากความผิดพลาด

พลั้งเพลอจากผู้ปฏิบัติงานเอง
KANBAN
ระบบการเบิกจ่ายวัสดุที่ใช้ในการผลิตที่ใช้การควบคุมด้วยแผ่นป้าย (KANBAN) ที่ระบุ

รายละเอียดในการเบิกจ่ายอยู่ในแผ่นป้ายนั้นเอง เป็นส่วนสนับสนุนระบบ JIT

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ระบบการบำรุงรักษา(Maintenance system)


- ทบทวน MTTR / MTBF
- การคำนวณค่าดัชนีการบำรุงรักษาเครื่องจักร / อุปกรณ์
(Maintenance System)

1. วัตถุประสงค์
เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักร/อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องครบถ้วน ให้มีประสิทธิภาพและมีความแม่นยำในการใช้งานตรงตามข้อกำหนด

2. ขอบข่าย
คู่มือนี้ครอบคลุม การบำรุงรักษาเครื่องจักร การซ่อมแซมกรณีเครื่องจักรเสียหาย และการปรับปรุงประสิทธิภาพการบำรุงรักษาเครื่องจักร การวัดผล การบำรุงรักษา การปรับปรุงและพัฒนาระบบงานบำรุงรักษา

3. นิยาม
3.1 เครื่องจักรหลัก (Main Machine) หมายถึง เครื่องจักรต่าง ๆ ที่ใช้ในการเปลี่ยนรูป หรือขึ้นรูปวัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนต่าง ๆ ในกระบวนการผลิต
3.2 เครื่องจักรเสริมการผลิต (Supporting Machine) หมายถึง เครื่องจักรที่ใช้เสริม หรืออำนวยความสะดวกในกระบวนการผลิต เช่น เครื่องอัดอากาศ, Air Compressor เป็นต้น
3.3 การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) หมายถึง การบำรุงรักษาเพื่อป้องกันการเสียหายของเครื่องจักร หรือเกิดชำรุดในระหว่างการผลิต เป็นการบำรุงรักษาตามแผน (Planned Maintenance) โดยมีการกำหนดเป็นแผนการบำรุงรักษาไว้ ได้แก่ การบำรุงรักษาแบบประจำวัน (Daily), การบำรุงรักษาตามกำหนด (Schedule), การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive)
3.4 การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) หมายถึง การบำรุงรักษาโดยการตรวจสอบ/ตรวจวัด การเสื่อมสภาพของเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อหาแนวโน้มของสิ่งผิดปกติ รับรู้สภาพเครื่องจักร เพื่อคาดคะเนและวางแผนการซ่อมบำรุงล่วงหน้า โดยอาจจะใช้วิธีการ วิเคราะห์ผลการบำรุงรักษาจากประวัติเครื่องจักร, ประวัติการซ่อมบำรุง, ตรวจวัดสภาพเครื่องจักร, บันทึกผลการตรวจวัด, วิเคราะห์ผลการตรวจวัด และแก้ไขปัญหา
3.5 การบำรุงรักษากรณีเสียหายกระทันหัน (Brake Down Maintenance) หมายถึง การซ่อมแซม, การเปลี่ยนอะไหล่ กรณีเครื่องจักรเสียหายกระทันหันเพื่อให้เครื่องจักรสามารถใช้งานได้ตามปกติ และมีประสิทธิภาพเหมือนเดิมโดยเร่งด่วน
3.6 การบำรุงรักษาเชิงแก้ไข/ปรับปรุง (Corrective Maintenance) หมายถึง การบำรุงรักษาเพิ่มเติม หรือซ่อมแซมแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้งาน ตลอดจนป้องกันการเสียหายซ้ำของเครื่องจักร
3.7 การป้องกันการบำรุงรักษา (Maintenance Prevention) หมายถึง กิจกรรมในการบำรุงรักษาโดยการบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ผล ออกแบบ ตลอดจนแก้ไขเพื่อให้เครื่องจักรต่าง ๆ เพื่อให้มีการบำรุงรักษาน้อยลง และมีประสิทธิภาพสูงตลอดอายุใช้งาน
3.8 ประสิทธิภาพเครื่องจักรโดยรวม (Overall Equipment Efficiency หรือ O.E.E) หมายถึง ประสิทธิภาพในการผลิตของเครื่องจักรทุกเครื่องในสายการผลิตทั้งหมด ซึ่งคำนวณได้จาก อัตราเดินเครื่อง (Availibility) x อัตราสมรรถนะ (Performance Rate) x อัตราคุณภาพ (Quality Rate)
3.9 ระยะเวลาเฉลี่ยของการซ่อม (Mean Time To Repair หรือ MTTR) หมายถึง ระยะเวลาเฉลี่ย ของการหยุดเครื่องเพื่อซ่อมแซม โดยนำเวลาที่ใช้เพื่อซ่อมแซมทั้งหมดมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อตรวจสอบความสามารถ ความยากง่ายของการซ่อมบำรุง
3.10 ระยะเวลาเฉลี่ยของการเกิดเหตุขัดข้อง (Mean Time Between Failure หรือ MTBF) หมายถึง ระยะเวลาเฉลี่ยของการเกิดเหตุขัดข้องของเครื่องจักรแต่ละครั้ง เช่น 1 เดือน / ครั้ง, 3 เดือน / ครั้ง โดยใช้ช่วงระยะเวลาการเกิดการขัดข้องแต่ละช่วงมาหาค่าเฉลี่ย เพื่อแสดงความเชื่อถือได้ของเครื่องจักร

4. หน้าที่ความรับผิดชอบ
4.1 พนักงานประจำเครื่อง - บำรุงรักษาประจำวัน Check Sheet
4.2 พนักงานซ่อมบำรุง - บำรุงรักษาเครื่องจักรตามแผนที่กำหนด
4.3 หัวหน้าแผนกซ่อมบำรุง - บัญชีรายชื่อเครื่องจักรหลัก / เครื่องจักรเสริม
- จัดทำแผนการบำรุงรักษา
- ควบคุมการซ่อมแซมเครื่องจักร
- บันทึกประวัติเครื่องจักร, ประวัติการซ่อมบำรุง
4.4 ผู้จัดการแผนกซ่อมบำรุง - อนุมัติแผนการซ่อมบำรุง
- ติดตามผลการซ่อมบำรุง
- ควบคุมอะไหล่คงคลัง
- จัดทำแผน และดำเนินกิจกรรมการบำรุงรักษาโดยรวม (TPM)
4.5 ผู้จัดการโรงงาน - ส่งเสริมกิจกรรมการบำรุงรักษาโดยรวม












5. ขั้นตอนดำเนินงาน
5.1 การบำรุงรักษา (Maintenance)
5.1.1 การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)
5.1.1.1 การบำรุงรักษาตามแผน (Planned Maintenance)

ผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนการทำงาน เอกสารที่เกี่ยวข้อง
จัดทำบัญชีรายชื่อเครื่องจักรหลัก และเครื่องจักรเสริม (Main/Support Machine)
จัดทำแผนการบำรุงรักษาสำหรับเครื่องจักรที่กำหนด
· Check Sheet
· แผนการบำรุงรักษาแบบต่างๆ
- บัญชีรายชื่อเครื่องจักรหลัก
- บัญชีรายชื่อเครื่องจักรเสริม

- Check Sheet
- คู่มือการหล่อลื่นเครื่องจักร
- มาตรฐานการบำรุงรักษา
- แผนบำรุงรักษาเครื่องจักรประจำ
สัปดาห์ / เดือน / ปี
- แผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรตามกำหนด





ไม่
อนุมัติแผน
ส่งคืนเพื่อแก้ไข




แผนการบำรุงรักษาแบบ ประจำวัน
อนุมัติ
แผนการบำรุงรักษาแบบ ตามกำหนด


ส่งสำเนาให้หัวหน้าแผนก ต่าง ๆ
· จัดเตรียมกำลังคน
· กำหนดคุณสมบัติคน
· จัดเตรียมเครื่องมือและอะไหล่
· น้ำมันหล่อลื่น
กรณีจ้างภายนอก ต้องติดต่อบริษัท


แจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องทราบถึงกำหนดการบำรุงรักษา
ดำเนินการบำรุงรักษา ตามกำหนด
ร่วมกำหนดวัน และลำดับการบำรุงรักษากับหน่วยงาน
ดำเนินการซ่อมบำรุง ตามแผน ที่กำหนด
บันทึกผลการบำรุงรักษา ประจำวัน
ประชุม / ฝึกอบรม ผู้ที่เกี่ยวข้อง
A








C
C
A
B
บันทึกผลการบำรุงรักษา ตามแผน
B
จัดทำเป็นประวัติเครื่องจักร และประวัติการบำรุงรักษา







ตรวจวัด / ตรวจสอบสภาพเครื่องจักร โดยอาศัยเครื่องมือต่าง ๆ เช่น วัดเสียง, วัดความสั่นสะเทือน, วัดความร้อน ฯลฯ
วิเคราะห์ผลการบำรุงรักษา และคาดคะเนสภาพเครื่อง







บันทึกผลการตรวจวัด
จัดทำเป็นแผนการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance


















5.1.1.2 การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance)

การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ หมายถึง การบำรุงรักษาโดยการตรวจสอบ / ตรวจวัด การเสื่อสภาพของเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อตรวจหาแนวโน้มสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นขณะเครื่องจักรทำงาน เพื่อรับรู้สภาพเครื่องจักร คาดคะเนการซ่อมบำรุงล่วงหน้า โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ผลการบำรุงรักษา ประวัติเครื่องจักร ตรวจวัด บันทึกผล วิเคราะห์ผล และการแก้ไขปัญหา

การตรวจวัด - ตรวจสอบ และวัดสภาพเครื่องจักร เพื่อดูอาการผิดปกติเบื้องต้นของเครื่องจักร

การวิเคราะห์ผล - เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา

การแก้ไข - เป็นการซ่อมแซม แก้ไข ปรับปรุง ให้กลับคืนสู่สภาพปกติ หรือดีกว่าเดิม

ขั้นตอนการทำงานการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์
1. ทบทวนประสิทธิภาพ ประวัติเครื่องจักร จำนวน แบบเครื่อง ความสำคัญของเครื่องจักรต่อกระบวนการ, ความถี่ของการขัดข้อง, ค่าใช้จ่ายซ่อม, การสั่งซื้ออะไหล่ใช้เวลานาน, มีผลต่อคุณภาพสินค้า, ความปลอดภัย, ข้อบังคับทางกฎหมาย
2. เลือกและกำหนดเครื่องจักรที่จะทำโดยพิจารณาจากข้อ 1
3. กำหนดการตรวจวัด ว่าวัดอะไร, วัดอย่างไร, วัดจุดไหน
4. จัดทำตารางการตรวจวัด การเสื่อมเสียหายของอะไหล่ การฝึกอบรม หน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงานกับเครื่องจักร การวางแผนการซ่อมโดยกำหนดวัน และระยะเวลา
5. ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง
6. บันทึกผล

การตรวจวัด
1. วัดด้วยความรู้สึก - สัมผัสทั้ง 5 คือ ตาดู, หูฟัง, มือจับ, ดมกลิ่น, ชิมรส
2. วัดด้วยเครื่องมือ
- วัดความสั่นสะเทือนของเครื่อง / อะไหล่ - แนวดิ่ง, แนวราบ, แนวแกนเพลา
- วัดอุณหภูมิ
- วัดวิเคราะห์การสึกหรอของเครื่องจักรโดย - ชนิดของผงโลหะในน้ำมันหล่อลื่น
อาศัยการวิเคราะห์ น้ำมันหล่อลื่นของ - จำนวนผงโลหะ (น้ำหนัก / ลิตร)
เครื่องจักร - ขนาดของผงโลหะ (ผงขนาดเล็ก, ผงขนาดใหญ่)



- วัดโดยใช้เสียง, หูฟัง - หาแหล่งกำเนิดของเสียงที่ผิดปกติ
- ตรวจวัดความเสียหายของตลับลูกปืน
- วัดใช้กล้องส่อง

ความรู้เกี่ยวกับ ซิลิก้า เจล (Silica gel)

ซิลิกา เจล (silica gel) เป็นสารสังเคราะห์ ในรูปของ ซิลิกอน ไดออกไซด์ (Silicon Dioxide, SiO2) ที่มีพื้นที่ผิวมาก ประมาณ 800 ตารางเมตร ต่อ 1 กรัม การดูดความชื้น ของซิลิกา เจล เป็นลักษณะ ทางกายภาพ (Physical Adsorption) โดยกักเก็บ ความชื้นไว้ ที่โพรงโครงสร้าง ด้านใน ซิลิกา เจล ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะ ในบรรจุภัณฑ์ ยาและอาหาร โดยปรกติ ซิลิกา เจล สามารถ ดูดความชื้น ได้ระหว่าง 24-40% ของน้ำหนักตัวเอง และ มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 c หากอุณหภูมิ สูงกว่านี้ ประสิทธิภาพ ในการดูดความชื้น จะลดลงไปเรื่อยๆ และมีโอกาส ที่จะคายความชื้น (Desorption) ออกจากตัวเอง เช่นกัน โดยเหตุนี้ การใช้ซิลิกา เจล กับประเทศร้อนชื้น ดังเช่นประเทศไทย จึงต้องระมัดระวัง เป็นอย่างยิ่ง ต่อการ เปลี่ยนแปลง ของอุณหภูมิ รอบข้างของ บรรจุภัณฑ์สินค้า นอกจากนี้ การใช้ซิลิกา เจล ในระหว่าง การขนส่งสินค้า ระหว่างประเทศ ที่มีความผันผวน หรือ ความแตกต่าง ระหว่างอุณหภูมิ และ ความชื้นสัมพัทธ์ ของประเทศไทย และ ประเทศปลายทาง ย่อมมีโอกาส เสี่ยงต่อ การดูดและคาย ความชื้นของซิลิกา เจล เป็นอย่างยิ่งซิลิกา เจล ที่ใช้งานอยู่ทั่วๆ ไปมี 2 ชนิด คือ เม็ดสีใสๆ ขนาด 2-5 มิลลิเมตร และ เม็ดสีน้ำเงิน (Indicating Silica Gel) ขนาดเท่าๆ กัน คุณสมบัติของซิลิกา เจล ทั้ง 2 ชนิดนี้ แตกต่างกัน ตรงที่มีการเติม Cobalt Chloride ลงไป ทำให้มีสีน้ำเงิน บนเม็ดซิลิกา เจล สีน้ำเงินนี้ จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพู เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ รอบข้าง สูงขึ้นมากกว่า 40% ซิลิกา เจล ชนิดนี้ มีประโยชน์ ในการสังเกต ได้โดยง่ายว่า สินค้ามีโอกาสเสี่ยง ต่อความชื้นมากน้อย เพียงไร หากซิลิกา เจล ที่ใช้ยังคงมีสีน้ำเงิน หรือ ไม่เปลี่ยนสีมากนัก แสดงว่าความชื้น รอบข้างถูกซิลิกา เจล ดูดไว้ และ มีระดับ ความชื้นสัมพัทธ์ ที่ต่ำ ในทางตรงกันข้าม หากสีของซิลิกา เจล เปลี่ยนเป็นสีชมพู แสดงว่า ความชื้นรอบข้างนั้น มีปริมาณที่สูง เกินกว่าที่ซิลิกา เจล จะดูด และ ควบคุม ให้อยู่ในระดับ ที่ต่ำได้อย่างไรก็ตาม การใช้ซิลิกา เจล ชนิดสีน้ำเงินนี้ ควรระมัดระวัง การใช้งาน เป็นอย่างยิ่ง เพราะหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง กับสุขอนามัย ระดับโลกบางแห่ง เช่น European Commission และ International Agent for Research on Cancer ได้จัด cobalt chloride ไว้ อยู่ใน ประเภทของสาร ที่อาจก่อให้ เกิดมะเร็ง (carcinogen) หากสูดดมเข้าไป และ อาจมีผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม ในระยะยาวได้2.ไดอะตอมมาเชียส เอิร์ธ (Diatomaceous Earth) หรือที่เรียกว่า ดินไดอะตอม เป็นดิน ที่เกิดจาก ซากพืชเซลล์เดียว ที่มีโครงสร้าง เป็นรูพรุน ขนาดเล็ก จำนวนมาก เมื่อได้รับ การเผาที่อุณหภูมิสูง และ เติมสารเร่งปฏิกิริยา บางชนิด เช่น แคลเซียม คลอไรด์ (Calcium Chloride) จะมีคุณสมบัติ ในการดูดความชื้นได้ ดีมากถึง 70-80% ของ น้ำหนักตัวเอง เมื่อเทียบกับซิลิกา เจล แล้ว อัตราเร็ว ในการดูดความชื้น ของ ไดอะตอมมาเชียส เอิร์ธ จะต่ำกว่า ที่อุณหภูมิ 25 c และ ความชื้นสัมพัทธ์ที่ 75% ซิลิกา เจล จะดูดความชื้น จนอิ่มตัว ภายในเวลา ไม่กี่ชั่วโมง ในขณะเดียวกัน ต้องใช้เวลาหลายๆ วันหรือ เป็นเดือน สำหรับ ไดอะตอมมาเชียส เอิร์ธ ที่จะดูดความชื้น จนอิ่มตัว อย่างไรก็ตาม การดูดความชื้น ของไดอะตอมมาเชียส เอิร์ธนี้ มีแรงดึงดูด ของโมเลกุลค่อนข้างมาก การคายความชื้น เมื่ออุณหภูมิ รอบข้างสูงขึ้น จึงมีน้อยมาก หรือ ไม่เกิดขึ้นเลย ความสามารถ ในการดูดความชื้น ที่มาก อัตราเร็ว ของการทำงาน ที่ไม่เร็วจนเกินไป และ โอกาสใน การคายความชื้น ที่ต่ำมาก เป็นเหตุให้ ไดอะตอมมาเชียส เอิร์ธ เป็นทางเลือกที่ดี ของสารดูดความชื้น และ ได้รับการยอมรับ อย่างกว้างขวาง ในการขนส่ง สินค้าระหว่างประเทศ3. เยื่อกระดาษ (Plant Fibre) สารดูดความชื้นชนิดนี้จัดได้ว่า เป็นนวัตกรรมของบริษัท Shanghai Polly Technology Development (ประเทศจีน) ที่สามารถพัฒนาเยื่อกระดาษธรรมชาติ ให้มีคุณสมบัติ ในการดูดความชื้นได้มากถึง 100% ของน้ำหนักตัวเอง ความสามารถในการ ดูดความชื้น ได้มากกว่า Silica Gel ถึง 3 เท่า ณ ระดับความชื้นสัมพัทธ์ต่างๆ นั้น ทำให้ Polly Fibre Desiccant สามารถนำมา ใช้ทดแทน Silica Gel ในอุตสาหกรรมอาหารและยา ได้เป็นอย่างดี4.มอนต์โมริลโลไนต์ เคลย์ (Montmorillonite Clay) เป็นดินธรรมชาติ ที่มีโครงสร้าง เป็นรูพรุนจำนวนมาก ดินประเภทนี้ เมื่อได้รับการเผา ที่อุณหภูมิสูง (calcination) จะทำให้ ความสามารถ ในการดูดความชื้น และ การคงสภาพ หลังการใช้ดีขึ้น โดยปรกติ มอนต์โมริลโลไนต์ เคลย์ มีความสามารถ ในการดูดความชื้น ประมาณ 25% ของน้ำหนักตัวเอง ประสิทธิภาพ ดังกล่าว จะลดลงค่อนข้างมาก เมื่ออุณหภูมิรอบข้าง สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเหตุนี้ การใช้มอนต์โมริลโลไนต์ เคลย์ สำหรับบรรจุภัณฑ์ เพื่อการขนส่ง จะต้องพิจารณา ถึงข้อจำกัด ข้อนี้ เช่นเดียวกับ การใช้ซิลิกา เจล5.โมเลกุลลาร์ ซีฟ (Molecular Sieve) หรือ ที่เรียกว่า Synthetic Zeolite เป็นสารสังเคราะห์ ที่มีคุณสมบัติในการดูดความชื้น ที่ดีมากๆ ภายใต้ ความชื้นสัมพัทธ์ รอบข้าง ในระดับต่ำ (10%-30%) โดยมีประสิทธิภาพ ในการดูดความชื้น ประมาณ 22% ของน้ำหนักตัวเอง โครงสร้างพิเศษ ทำให้โมเลกุลลาร์ ซีฟ มีพื้นผิวสัมผัส ประมาณ 7-800 ตารางเมตร ต่อ 1 กรัม และ มีแรงดึงดูดความชื้น ที่สูงมาก ข้อดีดังกล่าว ทำให้ปัญหา การคายความชื้น น้อยกว่าซิลิกา เจล และ มอนต์โมริลโลไนต์ เคลย์ เมื่ออุณหภูมิรอบข้างสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม โมเลกุลลาร์ ซีฟ ยังไม่ได้รับ การรับรอง จากหน่วยงาน ของรัฐ ในการใช้งาน กับ อาหารและยา จึงทำให้สารชนิดนี้ ยังไม่แพร่หลายมากนัก6.แคลเซียม ออกไซด์ (Calcium Oxide, CaO) หรือที่เรียกว่า Caustic Lime / Quick Lime เป็นสารที่มีคุณสมบัติ ในการดูดความชื้น ได้มากกว่า 28.5% ของน้ำหนัก ตัวเอง สารชนิดนี้ มีคุณสมบัติเด่น ในการดูดความชื้น ที่ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ และ มีอัตราการคาย ความชื้นที่ต่ำ เช่นเดียวกับ โมเลกุลลาร์ ซีฟ อย่างไรก็ตาม ความเร็ว ในการดูดความชื้น ค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับ สารชนิดอื่นๆ และ จะกลายเป็น สารกึ่งเหลว (swell) เมื่อดูดความชื้น จนกระทั่งอิ่มตัวสารดูดความชื้นประเภทนี้ มีคุณสมบัติในการกัดกร่อนสูง (corrosive) ดังนั้น บรรจุภัณฑ์ของ สารดูดความชื้น ประเภทนี้ ต้องป้องกันไม่ให้สารดูดความชื้น หลุดรอดออกมาได้โดยเด็ดขาด7.แคลเซียม ซัลเฟต (Calcium Sulfate, CaSo4) เป็นสาร ที่ได้จากแร่ยิปซั่ม โดยมีคุณสมบัติ ในการดูดความชื้น ค่อนข้างต่ำประมาณ 10% ของน้ำหนักตัวเอง เป็นสารที่ คงสถานะได้ดี ไม่เป็นพิษ และ ไม่กัดกร่อน

วิศวกรรมคืออะไร ?

วิศวกรรม คืออะไร ?
คำว่า วิศวกรรม ที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปในภาษาไทยนั้น เราแปลมาจากคำว่า ”Engineering” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งอ่านว่า เอ็น-จิ-เนีย-ริ่ง ซึ่งหนังสือ Encyclopaedia Americana ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า “Engineering” เป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องโดยชัดเจนกับวิทยาศาสตร์ของการวางแผนการออกแบบการสร้าง และการใช้งานอย่างถูกหลักเศรษฐศาสตร์ของสิ่งก่อสร้างหรือเครื่องจักร คำว่า Engineering นี้แปลมาจากภาษาลาตินว่า “engenium” ซึ่งแผลงว่าความสามารถตามธรรมชาติ (หรือความเป็นอัจฉริยะที่ติดตัวมาโดยกำเนิด) หรือการคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ คำว่า ingenium นี้แผลงมาจากศัพท์เดิมว่า “eignere” หรือ “genere” ซึ่งแปลว่า ผลิต ประดิษฐ์ สร้าง หรือทำให้เกิดขึ้น
Engineering Council for Professional Development แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความหมายของ engineering ไว้ดังนี้คือ “การสร้างสรรค์โดยการนำเอาหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ออกแบบ และพัฒนาสิ่งก่อสร้าง เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือกระบวนการผลิต หรือกิจกรรมใดๆ ซึ่งใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างเดียวกันหรือหลายอย่างรวมกัน หรือการก่อสร้างและการใช้งานสิ่งเหล่านี้ให้ประโยชน์ให้เต็มที่ หรือการพยากรณ์การทำงานของสิ่งเหล่านี้ภายใต้สภาวะของการใช้งาน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้สิ่งต่างๆดังกล่าวมาแล้วทำงานตามหน้าที่ที่ออกแบบมาให้ทำ ให้เป็นการคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน”
อนึ่ง มีผู้ใจเข้าคลาดเคลื่อนกันมากว่า วิศวกร (Engineer) คือ คนที่ทำงานคุมเครื่องจักร (engine = เครื่องจักร) ซึ่งเดิมทีแล้ว คำว่า engineer เป็นคำดั้งเดิมซึ่งสะกดกันต่างๆ นานา เช่น ingenor บ้าง ingeneu บ้าง enginor บ้าง ฯลฯ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำว่า engine แต่อย่างไร วิศวกรที่ทำหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรนั้นมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับวิศวกรที่หางานอื่นๆ
กล่าวโดยสรุป วิศวกรรม คือ งานสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยอาศัยพื้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเศรษศาสตร์มาช่วยในการสร้างสรรค์
ประวัติของอาชีพวิศวกรรม
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าอาชีพวิศวกรรมในสมัยเริ่มแรกนั้นเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการทหาร กล่าวคือ เป็นงานในลักษณะของการสร้างอาวุธส่งคราม เช่น เครื่องยิงก้อนหิน ปืนใหญ่ เครื่องกระทุ้งประตูเมือง การก่อสร้างกำแพง ป้อมยาม คูเมือง เหล่านี้เป็นต้น ดังนั้นวิศวกรรุ่นแรกคือ วิศวกรการทหาร (Military Engineer) วิศวกรพวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นทหารซึ่งจะต้องเข้าร่วมรบในสงคราม แต่หน้าที่พิเศษแตกต่างจากทหารอื่นๆ คือต้องทำการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว
ต่อมาถึงสมัยที่อำนาจของเจ้าผู้ครองนครและอาณาจักรต่างๆ ถึงจุดเสื่อม การพาณิชยกรรมได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นแทนการรบขยายอาณาเขต ประมาณ ปี ค.ศ. 1750 คือ ประมาณสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จึงเกิดมีวิศวกรพลเรือน (Civil Engineer) ซึ่งทำงานต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทหารโดยตรง เช่น การสร้างถนน ขุดคลอง เป็นต้น และวิศวกรเหล่านี้ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสถาบัน Institute of Civil Engineer (London) ขึ้นในปี ค.ศ. 1828
ยิ่งวงการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นเท่าไร ความจำเป็นที่จะต้องจำแนกสาขาเฉพาะของวิศวกรยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เมื่อการใช้เครื่องจักร เครื่องกลมีมากขึ้น วิศวกรพลเรือนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกลก็มากขึ้นไปด้วย วิศวกรพลเรือน จำนวนหนึ่งจึงแยกตนเองออกมาตั้งเป็นสาขาใหม่ คือ วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering) วิศวกรเครื่องกลจะทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกำเนิดพลัง (engine) เครื่องจักรแปรรูปวัสดุ และผลิตสินค้า โรงงานขนาดใหญ่และอุปกรณ์ขนย้ายวัสดุ (material handling equipment) และความหมายของ วิศวกรรมพลเรือนแต่เดิม (Civil Engineering) นั้นก็เปลี่ยนมาหมายความถึงวิศวกรรมโยธา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร ถนน คลอง ฯลฯ และยังคงใช้คำว่า Civil เหมือนเดิม
ในสมัยต่อมาเมื่อพลังงานไฟฟ้าเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย วิศวกรเครื่องกลบางกลุ่มที่ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกำเนิดไฟฟ้าและระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าก็แยกสาขาออกเป็นวิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineering) เพิ่มขึ้นมาอีกสาขาหนึ่ง
จากสาขาหลักใหญ่ๆ 3 สาขาของวิศวกรรมศาสตร์ คือ วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมเครื่องกล และวิศวกรรมไฟฟ้า สาขาย่อยอื่นๆ ของวิศวกรรมศาสตร์ก็เจริญเติบโตขึ้นมาอีกมากมาย เช่น วิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering) วิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering) วิศวกรรมเหมืองแร่และโลหะวิทยา (Mining and Metallurgical Engineering) วิศวกรรมการเดินอากาศ (Aeronautical Engineering) วิศวกรรมการเกษตร (Agricultural Engineering) วิศวกรรมเครื่องกลเรือ (Marine Engineering) วิศวกรรมอิเลคทรอนิค (Electronic Engineering) วิศวกรรมนิวเคลียร์ (Unclear Engineering) และยังมีสาขาอื่นๆ อีกมากมายไม่สามารถนำมาระบุให้ครบถ้วนในที่นี้ได้

วิศวกรรมอุตสาหการ คืออะไร
วิศวกรรมอุตสาหการ คือสาขาหนึ่งซึ่งได้เจริญเติบโตขึ้นมาและแยกตัวออกมาจากวิศวกรรมเครื่องกล คือ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering) ซึ่งมีผู้ให้คำจำกัดความไว้ดังต่อไปนี้ Encyclopaedia Americana คำว่า “วิศวกรรมอุตสาหการ คือ การวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงการใช้งานและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคน วัตถุดิบเครื่องจักรและอุปกรณ์ในองค์การวิศวกรรมอุตสาหการจะต้องทำการวิเคราะห์เพื่อให้องค์การสามารถเพิ่มผลผลิต เพิ่มกำไรและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน” หนังสือ Encyclopaedia Britannica กล่าวว่า “งานของวิศวกรรมอุตสาหการปกติจะรู้จักภายใต้ชื่อของการศึกษาการเคลื่อนไหว การศึกษาเวลาในการทำงาน การวางแผนและควบคุมการผลิต การวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงาน การออกแบบระบบงาน การควบคุมคุณภาพ การประเมินคุณค่าของตำแหน่งการวิเคราะห์องค์การ การศึกษาและปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน”
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นคำกล่าวและความเข้าใจของบุคคลทั่วๆ ไปเกี่ยวกับวิศวกรรมอุตสาหการ ส่วนวิศวกรรมอุตสาหการมองตนเองอย่างไรนั้นอาจทราบได้จากคำจำกัดความในหนังสือ Industrial Engineering Handbook ดังนี้
“วิศวกรรมอุตสาหการเกี่ยวข้องกับการออกแบบ การปรับปรุง และการจัดตั้งระบบผสมผสานระหว่างคน วัสดุ และเครื่องจักรอุปกรณ์ ซึ่งในการนี้จะต้องใช้ความชำนาญในด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และสังคมศาสตร์ร่วมกันไป โดยอาศัยหลักเกณฑ์และวิธีวิเคราะห์ทางวิศวกรรมศาสตร์มาใช้ออกแบบ ระบุ ทำนาย และประเมินผลการทำงานของระบบดังกล่าว"

งานหลักของวิศวกรรมอุตสาหการ
กล่าวกว้างๆ ได้ว่าวิศวกรรมอุตสาหการทำงานทั่วๆ ไปของวิศวกรรมเครื่องกลได้ ยกเว้นงานพิเศษบางอย่างซึ่งต้องอาศัยความรู้ทาง thermodynamics , heat transfer หรือ fluid machine ชั้นสูง แต่วิศวกรอุตสาหการจะมีความชำนาญพิเศษเฉพาะด้านของตนในงานหลัก ซึ่งเป็นหน้าที่ของวิศวกรรมอุตสาหการ ซึ่ง American Institute of Industrial Engineering ได้ระบุไว้ดังนี้
1. การเลือกกระบวนการ และวิธีการประกอบชิ้นส่วนสินค้า
2. การเลือกใช้และการออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์
3. การออกแบบและการวางผังอาคารโรงงาน การวางผังติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ การออกแบบอุปกรณ์ขนย้ายวัสดุ อุปกรณ์เก็บวัตถุดิบ หรือเก็บสินค้า
4. การออกแบบหรือปรับปรุงการวางแผนและควบคุมการจ่ายสินค้า หรือบริการการผลิต การเก็บสินค้าในคลัง การควบคุมคุณภาพ การซ่อมบำรุงรักษาและควบคุมโรงงานและหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในด้านนี้
5. การพัฒนาระบบความคุ้มต้นทุน เช่น การควบคุมงบประมาณ การวิเคราะห์ต้นทุน การจัดตั้งระบบต้นทุนมาตรฐาน
6. การพัฒนาผลผลิต
7. การออกแบบและจัดตั้งระบบคำนวณคุณค่าการใช้งานและ ระบบวิเคราะห์ทางวิศวกรรม
8. การออกแบบและจัดตั้งระบบข่าวสารเพื่อการบริการ
9. การพัฒนาและจัดตั้งระบบค่าแรงงานจูงใจ
10. การพัฒนาวิธีวัดผลงานและมาตรฐานในการทำงาน รวมทั้งการวัดผลงานและประเมิน ค่าผลงาน
11. การพัฒนาและจัดตั้งระบบประเมินคุณค่าของตำแหน่งงาน
12. การประเมินผลเกี่ยวกับความไว้วางใจได้ (reliability) และประสิทธิภาพในการทำงาน
13. การวิจัยปฏิบัติการ (operations research) ซึ่งครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ การจำลองแบบของระบบโปรแกรมเชิงเส้นตรง (linear programming) และทฤษฎีของการตัดสินใจ
14. การออกแบบและติดตั้งระบบวิเคราะห์ข้อมูล
15. การจัดระบบสำนักงาน วิธีการทำงานและนโยบาย
16. การวางแผนองค์กร
17. การสำรวจที่ตั้งโรงงาน โดยยึดถือตลาดแหล่งวัตถุดิบ แหล่งโรงงาน แหล่งเงินทุน และภาษีต่างๆ มาประกอบการพิจารณา

งานวิศวกรอุตสาหการซึ่งควบคุมโดยกฎหมายในประเทศไทย
การจะนำเอาสภาวะของสหรัฐอเมริการมาใช้ในเมืองไทยโดยมิได้ปรับปรุงอย่างขนาดใหย๋ย่อม จะเป็นผลสำเร็จไปไม่ได้ ประเทศไทยยังเป็นประเทศไม่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากนัก และมีกำลังคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังวิศวกรจำกัดมาก จึงย่อมไม่สามารถจะกำหนดลักษณะ งานวิศวกรรมอุตสาหการให้เหมือนกับสหรัฐอเมริกาได้ ในเมืองไทยนั้นกฎกระทรวงฉบับที่ 3 (พ.ศ.2508) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. 2505 ได้กำหนดงานซึ่งอยู่ลักษณะ วิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาวิศวกรรมอุตสาหการไว้ดังนี้
1. งานออกแบบและคำนวณงานอุตสาหกรรมของโรงงานที่ใช้ลูกจ้าง ตั้งแต่สิบคนขึ้นไป หรือโรงงานที่ต้องลงทุนตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
2. งานควบคุมการสร้าง หมายถึง การอำนวยการควบคุมดูแลการสร้าง ในสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ให้เป็นไปถูกต้องตามหลักวิชาการ แบบรูป และข้อกำหนดสำหรับงานอุตสาหกรรมของโรงงานที่ใช้ลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไป หรือของโรงงานที่ต้องลงทุนตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
3. งานพิจารณาตรวจสอบ หมายถึง การค้นคว้า การวิเคราะห์ การทดสอบหรือการหาข้อมูล และสถิติต่างๆ เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ประกอบการตรวจสอบ วินิจฉัยงานในสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ
4. งานวางโครงสร้าง หมายถึง การวางแผนผังหรือการวางแผนงาน การสร้างหรือประกอบสิ่งใดๆ ในสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ สำหรับโครงการ ที่มีวงเงินตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป
5. งานควบคุมการผลิตวัตถุประสงค์สำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูป งานหลอมโลหะ งานหล่อโลหะ งานรีดโลหะ งานเคลือบโลหะ หรืองานอบชุบ งานชุบ หรืองานแปรรูปโลหะไม้หรือวัสดุอื่นๆ สำหรับงานอุตสาหกรรม ของโรงงานที่ใช้ลูกจ้างตั้งแต่ ห้าสิบคนขึ้นไป หรือขนาดของโรงงานที่ต้องลงทุนตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
6. งานควบคุมการถลุงแร่และงานทำโลหะให้บริสุทธิ์ที่มีปริมาณผลิตดังต่อไปนี้
- ดีบุก ตั้งแต่วันละสองตันขึ้นไป
- ตะกั่ว สังกะสี ทองแง หรือพลวง ตั้งแต่วันละห้าตันขึ้นไป
- เหล็ก หรือเหล็กกล้า ตั้งแต่วันละสิบตันขึ้นไป
7. งานให้คำปรึกษา หมายถึง การให้ข้อแนะนำและ/หรือการตรวจสอบที่ เกี่ยวข้องกับงานในสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ตาม 1,2,3,4,5 หรือ 6 ตามกฎกระทรวง นี้ยังแบ่งวิศวกรอุตสาหการผู้ที่จดทะเบียนกับคณะกรรมการควบคุมการควบคุม การประกอบอาชีพวิศวกรรม (ก.ว) เป็น 3 ประเภท คือภาคีสมาชิก สามัญสมาชิก และวุฒิสมาชิก ซึ่งมีขอบเขตความสามารถในการรับผิดชอบต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ภาคีวิศวกร สามารถทำงานออกแบบและคำนวณงานอุตสาหกรรม ของโรงงานที่ใช้ ลูกจ้างตั้งแต่ 50 คน แต่ไม่เกิน 150 คน หรือโรงงานที่ต้องลงทุนตั้งแต่ 50 คน แต่ไม่เกิน 300 คน หรือโรงงานที่ต้องลงทุนตั้งแต่ 5 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 30 ล้านบาท ส่วนวุฒิวิศวกรนั้นไม่มีขอบเขตจำกัดขนาดของโรงงานที่จะรับผิดชอบ

การบำรุงรักษามอเตอร์ไฟฟ้า

*การบำรุงรักษามอเตอร์ไฟฟ้า *แนวทางการดูแลรักษามอเตอร์ การดูแลมอเตอร์ในขณะที่มอเตอร์ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้จะมีสองแนวทางดังนี้1. การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน(Preventive Maintenance) ซึ่งการบำรุงรักษาในลักษณะนี้จะมีการตั้งเวลาชั่วโมงการทำงาน และแต่ละค่าของชั่วโมงการทำงานจะมีลักษณะการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน แต่การบำรุงรักษาลักษณะนี้จะป้องกันมอเตอร์จากการเกิดปัญหาได้ระดับหนึ่งเท่านั้น และยังอาจเกิดผลเสียขึ้นโดยรวมเช่น -แปรงถ่านอาจจะแตกหักก่อน 2,000 ชม. ทำให้เกดการหยุดมอเตอร์ก่อน 2,000 ชม. -ตลับลูกปืนอาจเสียจะหายก่อน 10,000 ชม. ทำให้มอเตอร์ไหม้หรือเสียหายได้2. การบำรุงเชิงพยากรณ์(Predictive Maintenance)ซึ่งจะทำโดยการตั้งชั่วโมงการทำงานเพื่อเข้าตรวจเช็ค และจาก,การตรวจเช็คนี้จะนำไปวิเคราะห์ดูแนวโน้มของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อหาทางป้องกันความเสียหาย จะมี 2 ขั้นตอนดังนี้ขั้นที่ 1 กำหนดชั่วโมงทำงานเข้าตรวจเช็คขั้นที่ 2 นำข้อมูลจากขั้นที่ 1 มาเก็บข้อมูลและวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบแนวโน้ม และเทียบกับค่ามาตรฐาน ตรวจสอบหาสาเหตุ และทำการแก้ไขข้อควรรู้ก่อนการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ เพื่อให้อ้างอิงถึงค่าที่มีการกำหนดเหมือนๆกัน จึงมีการกำหนดมาตรฐานต่างๆขึ้น ตัวอย่างเช่น ในอเมริกาจะอ้างถึงNEMAหรือ IEEE ในขณะที่ยุโรปอาจจะอ้างถึง IEC DINV VDE โดยแต่ละมาตรฐานจะมีข้อทดสอบที่นำมาเป็นค่ามาตรฐานว่าค่าเท่าไหร่ที่ยอมรับได้ มาตรฐานต่างๆเหล่านี้ สามารถหาอ่านได้ที่ห้องสมุดของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม หรือห้องสมุดของคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั่วๆไป หรือศูนย์อนุรักษ์พลังงานแห่งประเทศไทย การบำรุงรักษามอเตอร์ การบำรุงรักษามอเตอร์มีขั้นตอนและข้อควรปฏิบัติ ดังต่อไปนี้1. ทำรายการตรวจสอบ ของชุดที่ควรทำการตรวจเช็คและกำหนดชั่วโมงการเข้าตรวจเช็ค2. เข้าตรวจเช็คตามชั่วโมงที่กำหนด3. วิเคราะห์ดูแนวโน้มของข้อมูล4. ทำการแก้ไขมอเตอร์ที่มีแนวโน้มบางอย่างไม่ดี แล้วทำการตรวจเช็คอีกครั้งหนึ่ง ข้อควรปฏิบัติ1. ขณะมอเตอร์ยังใช้งานอยู่-ควรเติมจาระบีกรณีครบรอบหรือแบริ่งมีเสียงดัง-ตรวจดูการระบายความร้อน มีอะไรขวางทางลมหรือการระบายอากาศหรือไม่2. ขณะมอเตอร์หยุดนิ่ง-กรณีไม่มีความเสียหายให้ขันจุดต่อของไฟฟ้าและสภาพทั่วไปของการต่อเครื่องจักรหรือโหลด-กรณีเสียหายต้องถอดมอเตอร์มาเปิดตรวจเช็คจุดต่างๆ3. การพิจารณาดูค่าจากการตรวจเช็คต่างๆ บางครั้งสามารถเปรียบเทียบกับมาตรฐานได้4. ในกรณีที่มอเตอร์เกิดความสกปรกมาก และต้องการล้างสิ่งสกปรกออก ควรถอดแยกชิ้นส่วนมอเตอร์ก่อน แล้วแยกล้างเป็นชิ้นส่วนโดยการล้างอาจจะใช้น้ำสะอาด, สารละลายต่างๆ ที่มีคุณสมบัติที่ไม่กัดกร่อน แล้วนำชิ้นส่วนที่ล้างแล้วเหล่านั้นอบให้แห้งสนิทก่อนจะประกอบใหม่ หมายเหตุ หลังจากอบแห้งแล้วอาจะนำสเตเตอร์หรือโรเตอร์ ที่มีขดลวดมาจุ่มวาร์นิช(dip) เพื่อเป็นการปิดรอยแตกต่างๆ(crack)ของพวกฉนวน เป็นการยืดอายุของฉนวน

บทอาขยานในอดีต

ปฐม ก.กา
นะโมข้าจะไหว้
วระไตรระตะนา
ใส่ไว้ในเกศา
วระบาทะมุนี
คุณะวะระไตร
ข้าใส่ไว้ในเกษี
เดชะพระมุนี
ขออย่ามีที่โทษา
ข้าขอยอชุลี.
ใส่เกศีไหว้บาทา
พระเจ้าผู้กรุณา
อยู่เกศาอย่ามีภัย
ข้าไหว้พระสะธรรม
ที่ลึกล้ำคัมภีร์ใน
ได้ดูรู้เข้าใจ
ขออย่าได้มีโรคา
ข้าไหว้พระภิกษุ
ที่ได้ลุแก่โสดา
ไหว้พระสกินาคา
อะระหาธิบดี
ข้าไหว้พระบิดา
ไหว้บาทาพระชนนี
ไหว้พระอาจารีย์
ใส่เกศีไหว้บาทา
ข้าไหว้พระครูเจ้า
ครูผู้เฒ่าใส่เกศา
ให้รู้ที่วิชา
ไหว้บาทาที่พระครู
จะใคร่รู้ที่วิชา
ขอเทวามาค้ำชู
ที่ใดข้าไม่รู้..
เล่าว่าดูรู้แลนา
ไชโยขอเดชะ
ชัยชนะแก่มารา
ระบือให้ลือชา
เดชะสามาไชโย
ไชโยขอเดชะ
ัชัยชนะแก่โลโภ
โทโสแลโมโห
อย่าโลเลโจ้เจ้ใจ
กุมาระกุมารี
ตะรุณีย์ที่เยาว์ไว
จะฬ่อพอเข้าใจ
ให้รู้จำคำวาที
ว่าไว้ใน ก กา
ก ข ขา อา อิ อี
ว่าไว้ในเท่านี้
ที่พอได้ใน ก กา
แต่พอให้รู้เล่า
ที่ผู้เขลาเยาวะพา
ได้ดูรู้แลนา
กุมาราตะรุณี
จะใคร่ได้รู้ธำม์
ที่ลึกล้ำจำไว้ดี
ได้แน่แต่เท่านี้
ดีจำเอาเบาใจครู
จะว่าแต่ฬ่อๆ
ว่าแต่พอฬ่อใจดู
ว่าไว้ได้พอรู้
ดูว่าเล่าเอาใจใส่
ระฆังดังเหง่งหง่าง
ระฆังดังเหง่งหง่าง
ฆ้องใหญ่กว้างดังหึ่ง ๆ
กลองหนังดังตึง ๆ
ตีกระดึงดังกริ่ง ๆ
นักเลงร้องเพลงพลาง
ตรงหน้าต่างไขว่ห้างหยิ่ง
เอาหลังนั่งเอนอิง
มือถือฉิ่งตีดัง ดัง
เด็ก เด็ก อย่าใหลหลง
ดูเรื่อง กง กอ กา บ้าง
ดูไปตั้งใจฟัง
เบื้องหน้ายังจะว่ากฎ
แม่ไก่อยู่ในตะกร้า
แม่ไก่อยู่ในตะกร้า
ไข่ๆ มาสี่ห้าใบ
อีแม่กาก็มาไล่
อีแม่ไก่ไล่ตีกา
หมาใหญ่ก็ไล่เห่า
หมูในเล้าแลดูหมา
ปูแสมแลปูนา
และปูม้าปูทะเล
เต่านาและเต่าดำ
อยู่ในน้ำกับจรเข้
ปลาทูอยู่ทะเล
ปลาขึ้เหร่ไม่สู้ดี
แม่นกกาเหว่าเอย
แม่นกกาเหว่าเอย
ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก
แม่กาก็หลงรัก
คิดว่าลูกในอุทร
คาบเอาข้าวมาเผื่อ
คาบเอาเหยื่อมาป้อน
ถนอมไว้ในรังนอน
ซ่อนเหยื่อมาให้กิน
ปีกเจ้ายังอ่อนคลอแคล
พ่อแม่จะสอนบิน
ีแม่กาพาไปกิน
ที่ปากน้ำพระคงคา
ตีนเจ้าก็เหยียบสาหร่าย
ปากก็ไซร้หาปลา
กินกุ้งแลกินกั้ง
กินหอยกระพังแมงดา
กินแล้วก็โผมา
จับที่ต้นหว้าโพธิ์ทอง
ยังมีนายพราน
เที่ยวเยี่ยมๆ มองๆ
ยกปืนขึ้นส่อง
้จ้องเอาแม่กาดำ
ตัวหนึ่งนั้นว่าจะต้ม
อีกตัวหนึ่งนั้นว่าจะยำ
กินนางแม่กาดำ
่ำค่ำวันนี้อุแม่นา
สัตว์สวย ป่างาม
เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน.
เหมือนอย่างนางเชิญ
พระแสงสำอางข้างเคียง

เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง
เริงร้องซ้องเสียง
สำเนียงน่าฟังวังเวง

กลางไพรไก่ขันบรรเลง
.ฟังเสียงเพียงเพลง
ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง

ยูงทองร้องกระโต้งโห่งดัง
.เพียงฆ้องกลองระฆัง
แตรสังข์กังสดารขานเสียง

กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง
พญาลอคลอเคียง
แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง

ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋ง
เพลินฟังวังเวง
อีเก้งเริงร้องลองเชิง

้ ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง
ค่างแข็งแรงเริง
ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง

ป่าสูงยูงยางช้างโขลง
อึงคะนึงผึงโผง
โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป

อย่าเกียจคร้านการเรียน
อย่าเกียจคร้านการเรียนเร่งอุตส่าห์
มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน
ถึงคับแค้นก็พอยังประทังตน
อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว
แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล
อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ์
ถึงคนจนพงศ์ไพร่คงได้ดี
เกิดเป็นชายชาวสยามตามวิสัย
หนังสือไทยก็ไม่รู้ดูบัดสี
ต้องอับอายขายหน้าทั้งตาปี
ถึงผู้ดีก็คงด้อยถอยตระกูล
จะต่ำเตี้ยเสียชื่อว่าโฉดช้า
จะชักพายศลาภให้สาบสูญ
ทั้งขายหน้าญาติวงศ์พงศ์ประยูร
จะเพิ่มพูนติฉินคำนินทา
หนึ่งหนังสือหรือตำรับฉบับบท
เป็นของล้วนควรจดจำศึกษา
บิดาปู่สู้เสาะสะสมมา
หวังให้บุตรนัดดาได้ร่ำเรียน
จะได้ทราบบาปบุญทั้งคุณโทษ
ปะบุตรโฉดต่ำช้าก็พาเหียร
ไม่สมหวังดังบิดาปู่ตาเพียร
เนิ่นจำเนียรแพลงพลัดกระจัดกระจาย
วิชาเหมืือนสินค้า
วิชาเหมือนสินค้า
อันมีค่าอยู่เมืองไกล
ต้องยากลำบากไป
จึงจะได้สินค้ามา
จงตั้งเอากายเจ้า
เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา
แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้วเป็นสายระยาง
สองเท้าต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป
ัอัชฌาศัยเป็นเสบียง
สติเป็นหางเสือ
ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้อย่าให้เอียง
แล่นเลาะเลี่ยงข้ามคงคา
ปัญญาเป็นกล้องแก้ว
ส่องดูแถวแนวหินผา
เจ้าจงเอาหูตา
เป็นล้าต้าฟังดูลม
ขี้เกียจคือปลาร้าย
จะทำลายให้เรือจม
เอาใจเป็นปืนคม
ยิงระดมให้จมไป
จึงจะได้สินค้ามา
คือวิชาอันพิสมัย
จงหมั่นมั่นหมายใจ
อย่าได้คร้านการวิชา
นาฬิกา
จงเทียบเปรียบเอาว่า
เราเป็นนาฬิกาเอง
เข็มบ่งชี้ตรงเผง
พึงเพ่งไว้ให้ทุกวัน
ย่ำรุ่งสะดุ้งตื่น
วางหน้าชื่นลุกขึ้นพลัน
อาบน้ำชำระฟัน
หมดโสมมผมเผ้าหวี
โมงเช้าเฝ้าแต่งตัว
เครื่องเรียนทั่วทุกอย่างมี
เตรียมไปให้ทันที
ที่เพื่อนเราเข้าเรียนกัน
ตอนบ่ายหมายสิบห้า
นาฬิกาเลิกมาพลัน
ถึงเหย้าเราขยัน
หยิบงานทำโดยจำนง
กิจวัตรประจำวันของนักเรียน
เราต้องตื่นขึ้นล้างหน้าเวลาเช้า
พันผมเฝ้าพึงชำระให้สะอาด
เราจงทำหน้าที่กระวีกระวาด
ไม่ต้องคาดคั้นเตือนเรื่องเรือนชาน
แล้วรีบไปให้ทันโรงเรียนเข้า
เลิกแล้วเรามุ่งหน้ากลับมาบ้าน
ช่วยพ่อแม่เก็บงำและทำงาน
ว่างก็อ่านคัดเขียนเล่าเรียนเอย
กิจวัตรประจำวันของเด็กนักเรียน
ทำเทียบเปรียบเอาว่า เราเป็นนาฬิกาเอง
เข็มบ่งชี้ตรงเผง และราบรื่นทุกคืนวัน
ย่ำรุ่งสะดุ้งตื่นโดยแช่มชื่นลุกขึ้นพลัน
อาบน้ำชำระฟัน ขัดโสมมผมเผ้าหวี
โมงเช้าเข้าแต่งตัว เครื่องเรียนทั่วทุกอย่างมี
เตรียมไปให้ทันที ที่พวกเราเข้าเรียนกัน
ตอนบ่ายหมายสิบหน้า นาฬิกามุ่งมาพลัน
ถึงเหย้าเราขยัน หยิบงานทำโดยจำนงค์
ว่าด้วยช่วยแม่พ่อ สิบเจ็ด น พอแล้วลง
อาบน้ำค่ำแล้วจง ฟื้นความรู้ที่ครูสอน
เล่าเรียนเขียนอ่านพอ ยี่สิบ น ก็เข้านอน


ข้อคำนึงถึงประเทศ
สยามงามอุดม ดินดีสม เป็นนาสวน
เพื่อนรักเราชักชวน ร่วมช่วยกัน มุ่งหมั่นทำ
วิชาต้องอาศัย เป็นหลักได้ ใช้ช่วยนำ
ให้รู้สู่ทางจำ ค้นคว้าไว้ ให้มากมาย
ช่วยกันอย่างขันแข็ง ด้วยลำแข้ง ลงแรงกาย
ทำไปไม่เสียดาย แม้อาบเหงื่อ เพื่อแลกงาน
ดั่งนี้มั่งมีแท้ ร่มเย็นแน่ หาไหนปาน
โลกเขาคงเล่าขาน ถิ่นสยาม นี้งามเอย
แนวทางดำเนินชีวิต
ในวัยเด็กเล็กอยู่จงรู้ว่า
เรียนวิชาชั้นต้นจนจบสิ้น
แล้วเลือกเรียนวิชาเชิงหากิน
ให้ถูกถิ่นถูกเวลาถูกท่าที
เมื่อโตไปได้ครองของทั้งสิ้น
ทั่วทุกสิ่งที่มีในถิ่นที่
รู้จักกินรู้จักใช้เก็บให้ดี
เมื่อแก่มีเจ็บไข้ได้ใช้เอย
การฝึกตนให้เป็นคนดี
เราต้องปองฝึกฝนตนให้ตนเป็นคนดี
โดยข้อย่อ ๆ มีที่น่าจำควรคำนึง
หนึ่งนั้นคือหมั่นนึกน้อมรู้สึกระลึกถึง
พ่อแม่แลเราพึงรักลึกซึ้งสุดวันตาย
สองให้ใจโอนอ่อนหวังว่านอนสอนง่ายดาย
ฟังเชื่อผู้เชื้อสายเช่นยายย่าปู่ตาตน
สามจำทำให้ผู้รักเอ็นดูทุกหมู่ชน
ชมเห็นว่าเป็นคนมีกิริยาวาจาดี
สี่นี้มีใจหนักเยือกเย็นนักรู้จักมี
ัยับยั้งรั้งไว้ที่ไม่ใจน้อยคอยแต่ฉุน
ห้าให้มีใจเผื่อแผ่เอื้อเฟื้อและเจือจุน
กอบเกื้อเอื้ออุดหนุนเนื่องน้อมนำเหนี่ยวน้ำใจ
หกหรือคือรอบคอบระมัดรอบระวังไว
ก่อนจะทำอะไรให้คิดดูจนรู้ดี
เจ็ดนี้มีใจหวังในสิ่งดั่งตั้งใจมี
มุ่งไว้ไม่หน่ายหนีทำเต็มที่มิหวาดหวั่น
แปดจะละหลบชั่วห่างจากตัวไม่พัวพัน
สิ่งเล่นเป็นพนันหลีกแม่นมั่นหมั่นเก็บออม
เก้าให้ใส่ใจคือเราต้องซื่อชื่อจึงหอม
คนชอบนิยมยอมวางใจย่อมนอบน้อมเอย



ผู้ใหญ่ หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจ เอาใส่ห่อ มิหลงใหล ใครขอดู
จักใคร่ ลงเรือใบ ดูน้ำใส และปลาปู
สิ่งใด อยู่ในตู้ มิใช่อยู่ ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ ถือใยบัว หูตามัว มาใกล้เคียง
เล่าท่อง อย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วน จำจงดี



จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า
ขอข้าวขอแกง
ขอแหวนทองแดง
ี่ ผูกมือน้องข้า
ขอช้างขอม้า
ี่ให้น้องข้าขี่
ูขอเก้าอี้ ให้น้องข้านั่ง
ขอเตียงตั้ง ให้น้องข้านอน
ขอละคร ให้น้องข้าดู
ขอยายชู เลี้ยงน้องข้าเถิด
ขอยายเกิด เลี้ยงตัวข้าเอง

บทสวดมนต์

บทสวดมนต์และคาถาชินบัญชร

บทนมัสการ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น.
อะระหะโต
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทธัสสะ
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.

คำบูชาพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา
พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว.
ธัมมัง นะมัสสามิ
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม
(กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว
สังฆัง นะมามิ
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์
(กราบ)

บทสรรเสริญพระพุทธคุณ
อิติปิโส ภะคะวา
เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ๆ
อะระหัง
เป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทโธ
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
วิชชาจะระณะสัมปันโน
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
สุคะโต
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
โลกะวิทู
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
สัตถาเทวะมะนุสสานัง
เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทโธ
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
ภะคะวา ติ
เป็นผู้มีความเจริญ จำแนกธรรม สั่งสอนสัตว์



บทสรรเสริญพระธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว
สันทิฏฐิโก
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
อะกาลิโก
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสิโก
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วัญญูหิติ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

บทสรรเสริญพระสังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว
อุชุปะฎิปันโน ภะคะวะโน สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้พระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว
ญายะปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว
ยะทินัง
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
ได้แก่ บุคคลเหล่านี้ คือ
คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาหุเนยโย
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
ปาหุเนยโย
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
ทักขิเณยโย
เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน
อัญชะลีกะระณีโย
เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสา ติ
เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า















พระคาถาชินบัญชร
สมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี)

ตั้งนะโม 3 จบ

ปุตตะกาโมละเภปุตโต ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวชสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

1
ชะยาสะนาคะตา พุทธา, เชตะวา มารัง สะวาหะนัง, จะตุสัจจา สะภัง ระสัง, เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
พระพุทธเจ้าและพระนราสภทั้งหลายผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยายมาราธิราช ผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนา ราชพาหนะ แล้วเสวยอมตรส คือ อริยสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

2
ตัณหังกะราทะโย พุทธา, อัฏฐะวีสะติ นายะกา, สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง, มัตถะเก เต มุนิสสะรา.
มี 28 พระองค์ คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นอาทิพระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

3
สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง, พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน, สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง, อุเร สัพพะคุณากะโร.
ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณ อยู่ที่อก

4
หะทะเย เม อะนุรุทโธ, สารีปุตโต จะ ทักขิเณ, โกณฑัณโญ ปิฏฐิภาคัสมิง, โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจ พระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณฑัญญะอยู่เบื้องหลัง

5
ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง, อาสุง อานันทะราหุโล, กัสสะโป จะ มะหานาโน, อุภาสุง วามะโสตะเก.
พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

6
เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง, สุริโย วะ ปะภังคดโร, สิสินโน สิริสัมปันโน, โสภิโต มุนิปุงคะโว.
มุนีผู้ประเสริฐ คือ พระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
7
กุมระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง, ปะติฏฐาสิ คุณากะโร.
พระเถระกุมารกัสสปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มี วาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

8
ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ, อุปาลีนันทสีวะสี, เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา, นะลาเต ตีละกา มะมะ.
พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวลี พระเถระทั้ง 5 นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

9
เสสาสีติ มะหาเถรา, วิชิตา ชินะสะวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา, ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ, อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือ ผู้มีชัยและเป็นพระโอรส เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วนรุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีล ให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

10
ระตะนัง ปุระโต อาสิ, ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง, ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ, วาเม อังคุลิมาละกัง.
พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้า พระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคสูตรอยู่เบื้องหลัง

11
ขันธะโมระปะริตตัญจะ,อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ, เสสา ปาการะสัณฐิตา.
พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

12
ชินานาวะระสังยุตตา สัตตะปะการะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา, พาหิรัชฌัตตุปัทวา.
อนึ่ง พระชินเจ้าทั้งหลายนอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง คือ สัตตะปราการเป็นอาภรณ์ มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

13
อะเสสา วินะยัง ยันตุ, อะนันตะชินะเตชะสา, วะสะโตเม, สะกิจเจนะ, สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.
ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชิตเจ้า ไม่ว่าจะทำกิจการใด ๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อมแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลม และโรคดี เป็นต้น เป็นสมุฏฐาน จงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ



14
ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ, วิหะรันตัง มะฮี ตะเล, สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.
ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาลข้าพระเจ้าผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดี ฉะนี้แล

15
อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย.
ข้าพุทธเจ้า ได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวันตรายใด ๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์

16
สัทธัมมานุภาวะปะลิโต, จะรามิ ชินะปัญชะเรติฯ
ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติและรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดร เทอญ.





******************************************************************