วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

การทำน้ำลูกยอ(โนนิ)

การทำน้ำลูกยอ (น้ำโนนิ)
นำลูกยอสุกห่ามๆ (สีเขียวออกเหลืองหรือขาวนวลเล็กน้อย) มาล้างน้ำให้สะอาด แคะเอาเม็ดออก ปั่นแล้วคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำผลไม้เข้มข้นชนิดอื่น เช่นน้ำสับปะรดหรือน้ำมะเขือเทศ เพื่อลดกลิ่นของลูกยอและเพิ่มรสชาติดีขึ้นแต่ถ้าต้องการรสหวานเล็กน้อยให้นำน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นพอประมาณแล้วนำไปผสมกับน้ำลูกยอที่คั้นได้ตามต้องการ
ปัจจุบันนิยมนำลูกยอมาปั่นเป็นน้ำลูกยอคั้นสด เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุด อีกทั้งสารสำคัญในลูกยอยังมีความคงตัวอยู่เช่นเดียวกับวิธีอื่นๆ แต่ปัญหาจะอยู่ที่รสฝาดและกลิ่นฉุน อาจดื่มได้ลำบาก การนำน้ำลูกยอที่คั้นได้ผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น น้ำองุ่น น้ำบลูเบอรี่ น้ำสับปะรด น้ำฝรั่ง โดยใช้น้ำลูกยอ 9 ส่วน น้ำผลไม้อื่นๆ 1 ส่วนจะช่วยให้กลิ่นและรสชาติของน้ำลูกยอดีขึ้น

คุณค่าของน้ำลูกยอ
หากดื่มน้ำลูกยอคั้นสดเป็นประจำ จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์และสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดรักษาโรคภูมิแพ้ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยให้นอนหลับเป็นปกติ มีฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็งและระงับการเติบโตของเซลล์มะเร็งเนื้องอก
ผลข้างเคียงจากการดื่มน้ำลูกยอคั้นสด พบน้อยมาก บางคนอาจเกิดอาการท้องอืด หรือระบายท้องในครั้งแรกซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้โดยลดขนาดการรับประทานลง แต่ข้อควรระวังคือน้ำลูกยอนั้นมีธาตุโปแตสเซียมสูงมากเช่นเดียวกับน้ำมะเขือเทศ ผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง จึงไม่ควรรับประทาน เพราะอาจเกิดอันตรายได้

การทำน้ำลูกยอหมัก
ลูกยอดิบแก่จัดโดยเฉพาะที่เมล็ดมีสีดำ
3 กิโลกรัม
น้ำตาลทรายแดง
1 กิโลกรัม
น้ำสะอาด
10 ลิตร
วิธีทำ
· นำน้ำกับน้ำตาลทรายแดงผสมให้เข้ากันในถังพลาสติกที่มีฝาปิด (ขนาด 20 ลิตร)
· ล้างลูกยอให้สะอาดนำไปฝานเป็นชิ้นๆ ใส่ลงในถังแล้วกดให้จมน้ำหนักทุกอย่างรวมกันแล้วปิดฝา นำไปตั้งไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 3 เดือน (7 วันแรกให้คนบ่อยๆ เพราะลูกยอจะลอยขึ้นมา หากไม่คนจะขึ้นราเพราะไม่มีจุลินทรีย์) หรืออาจหมักใส่ในโหล ใช้ใบตองปิดส่วนบน แล้วใช้ไม้ขัดเอาไว้ปิดฝา (ไม่ควรปิดแน่น เพราะระหว่างการหมักจะเกิดก๊าซจากการทำงานของจุลินทรีย์อาจทำให้ขวดแตกได้) หรือเอาผ้าขาวบางปิดฝาไว้ แล้วเอาเชือกมัดปากโหลให้แน่น
· เมื่อหมักครบ 3 เดือนแล้วมีการนำน้ำลูกยอหมักมาใช้ครั้งแรกก่อน ก็ยังสามารถหมักทำน้ำลูกยอต่อไปได้อีก 2 - 3 ครั้ง โดยในแต่ละครั้งต้องเติมน้ำตาลทรายแดงอีก 1 กิโลกรัม ลงไปในถังหมักเพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เร็วขึ้น ใช้เวลาหมักเพียง 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ได้
น้ำลูกยอหมักที่ได้จะมีความเข้มข้นสูง และมีรสเปรี้ยวและกลิ่นหอม เหมือนน้ำส้มสายชู



วิธีรับประทาน
เราสามารถนำน้ำลูกยอหมักที่ได้มาทำเป็นน้ำลูกยอพร้อมดื่มได้ โดยนำน้ำลูกยอ 2 - 3 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำต้มสุก 1 แก้วแล้วเติมน้ำตาลทรายหรือน้ำผึ้งปรุงรสตามใจชอบ

สรรพคุณ
ช่วยเจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ขับลมได้ดี แก้ปวดเมื่อย ช่วยระบบขับถ่าย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านการเกิดมะเร็งได้ หรืออาจใช้ทาแผลที่เกิดจากเบาหวาน โดยใช้สำลีจุ่มทาแผลที่เป็นแผลจะไม่อักเสบและหายเร็วขึ้น

การผสมน้ำลูกยอหมักสำหรับประทาน
· น้ำหมักลูกยอ 1 ส่วน
· น้ำผึ้ง (ไล่ความชื้นแล้ว) 1 ส่วน
· น้ำต้มสุก 5 ส่วน
นำทั้งส่วนผสมทั้ง 3 อย่างมาผสมกัน อาจเติมเกลือป่นเพิ่มรสชาติก็ได้สามารถเก็บใส่ขวดแช่ตู้เย็นเก็บไว้รับประทานได้นาน 7 วัน (หากทิ้งไว้นานโดยไม่แช่ตู้เย็น น้ำลูกยอที่เก็บไว้จะเปรี้ยวเพราะจุลินทรีย์ทำงานต้องเติมน้ำผึ้งอีกครั้งเพื่อให้มีรสชาติเหมือนเดิม)

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คำขวัญวันเด็กจากอดีตถึงปัจจุบัน

คำขวัญวันเด็ก
พ.ศ. 2499 จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม
พ.ศ. 2502 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า
พ.ศ. 2503 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด
พ.ศ. 2504 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย
พ.ศ. 2505 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด
พ.ศ. 2506 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด
พ.ศ. 2507 งดการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ
พ.ศ. 2508 เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี
พ.ศ. 2509 เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่นและสมานสามัคคี
พ.ศ. 2510 อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย
พ.ศ. 2511 ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัยเฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง
พ.ศ. 2512 รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
พ.ศ. 2513 เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส
พ.ศ. 2514 ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุข ความเจริญ
พ.ศ. 2515 เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
พ.ศ. 2516 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
พ.ศ. 2517 สามัคคี คือ พลัง
พ.ศ. 2518 เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจ ร่วมพลังสร้างความดี
พ.ศ. 2519 เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัยเสียแต่บัดนี้
พ.ศ. 2520 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
พ.ศ. 2521 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง
พ.ศ. 2522 เด็กไทย คือ หัวใจของชาติ
พ.ศ. 2523 อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พ.ศ. 2524 เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม
พ.ศ. 2525 ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พ.ศ. 2526 รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย และคุณธรรม
พ.ศ. 2527 รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริต ใจมั่น หมั่นศึกษา
พ.ศ. 2528 สามัคคี มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
พ.ศ. 2529 นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2530 นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2531 นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2532 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2533 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2534 รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ศึกษา นำชาติพัฒนา
พ.ศ. 2535 สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม
พ.ศ. 2536 ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2537 ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2538 สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2539 มุ่งหาความ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด
พ.ศ. 2540 รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึงพายาเสพติด
พ.ศ. 2541 ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
พ.ศ. 2542 ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
พ.ศ. 2543 มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
พ.ศ. 2544 มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
พ.ศ. 2545 เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส
พ.ศ. 2546 เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
พ.ศ. 2547 รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่ง ดีๆ อนาคตดีแน่นอน
พ.ศ. 2548 เด็กรุ่นใหม่ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
พ.ศ. 2549 เด็กฉลาดต้องขยันอ่าน ขยันคิด
พ.ศ. 2550 มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
พ.ศ. 2551 สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม
พ.ศ. 2552 ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี

วิธีทำกล้วยบวชชี


กล้วยบวชชี

ส่วนผสม

หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
กะทิ 6 ถ้วยตวง
กล้วยน้ำว้าหรือกล้วยไข่ 1 หวี (ประมาณ 15 ผล)
น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยตวง
เกลือ 1 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

1. ปอกกล้วยให้หมดเส้นใย ถ้าเป็นกล้วยไข่ให้ตัด 2 ท่อน ถ้าเป็นกล้วยน้ำว้าให้ผ่า 2 ซีก แล้วตัด 2 ท่อน
2. หัวกะทิตั้งไฟให้เดือด
3. หางกะทิใส่น้ำตาล เกลือ ตั้งไฟ และต้องคอยคนอยู่เสมอ พอเดือดใส่กล้วย ต้มพอสุก ยกลง เวลาตักใช้หัวกะทิราด

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552

การเลื่อนระดับของวิศวกร


ใครบ้างต้องมีใบประกอบวิชาชีพวิศวกรนักศึกษาที่จบวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ไม่จำเป็นต้องมีใบประกอบวิซาชีพวิศวกรรมทุกท่าน ใบประกอบวิชาชีพ จะจำเป็นเฉพาะวิศวกรที่จะประกอบอาชีพวิศวกรรมควบคุม ได้แก่ ผู้ออกแบบ, ผู้บริหารงานโครงการ, ผู้ควบคุมงาน และผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างต่างๆ เป็นต้น วิศวกรที่จะประกอบอาชีพ เป็นวิศวกรฝ่ายขาย วิศวกรวิเคราะห์การลงทุน และอื่นๆ ในตลอดอายุการทำงานของตนเองจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ใบประกอบวิชาชีพ
ทำไมต้องเลื่อนระดับวิศวกรระดับของวิศวกรมี 3 ระดับได้แก่ ระดับที่1 “ภาคีวิศวกร” ระดับที่ 2 ”สามัญวิศวกร” และระดับสูงสุด“วุฒิวิศวกร” ขนาดของงานที่แต่ละระดับสามารถทำได้แตกต่างกันออกไป ตามที่กำเนิดในกฎกระทรวง 3 และ 4 พ.ศ 2508 ที่ยังมีผลบังคับใช้ (ขณะนี้สภาวิศวกรกำลังยกร่างแก้ไขกฎกระทรวงฉบับนี้อยู่) ยกตัวอย่างเช่น ภาคีวิศวกรไฟฟ้า ไม่สามารถออกแบบ ควบคุมงานติดตั้ง หรือให้คำปรึกษาต่างๆ ได้ ดังนั้นวิศวกรที่ต้องทำงานวิศวกรรมควบคุม จึงต้องพยายามพัฒนาความสามารถของตนเอง เพื่อก้าวสู่สามัญวิศวกร และวุฒิวิศวกร ตามลำดับ* ภาคีวิศวกร ใช้เวลา 3 ปี เพื่อขอก้าวสู่สามัญวิศวกร* สามัญวิศวกร ใช้เวลา 7 ปี (เดิม) เพื่อก้าวสู่วุฒิวิศวกร หรือ 5 ปี โดยต้องสอบความรู้ ซึ่งปัจจุบันสภาวิศวกรได้กำหนดให้เป็นระยะเวลา 5 ปี เท่านั้น เพื่อก้าวสู่วุฒิวิศวกร
การสอบเพื่อเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร ด้วยเหตุผลหลายประการ รวมถึงการเตรียมการทดสอบความสามารถวิศวกรต่างชาติ ที่จะเข้ามาทำงานในไทยตาม APEC Engineer จึงทำให้เกิดการสอบความรู้ของวิศวกร เพื่อการเลื่อนระดับจากภาคีวิศวกร เป็นสามัญวิศวกรในทุกสาขา ตามข้อกำหนดของสภาวิศวกร ที่ได้รับการเห็นชอบ จากที่ประชุมใหญ่ของวิศวกรในเดือน กันยายน 2543 การขอเลื่อนระดับจะเป็นดังนี้1) รวบรวมผลงานทางวิศวกรรมควบคุมตลอดระยะเวลาการทำงาน 3 ปีเต็ม ให้พิจารณา โดยจะต้องมีผลงานที่ช่วยสามัญวิศวกรทำงานของระดับสามัญวิศวกรอยู่ด้วย2) เมื่อผลงานผ่าน ให้เข้าทำการสอบข้อเขียน3) เมื่อผ่านข้อเขียน ให้เข้ารับการสอบสัมภาษณ์ในเรื่องทั่วไป โดยจะไม่มีการสอบความรู้ทางเทคนิคปากเปล่า
การสอบข้อเขียนเป็นอย่างไรโดยทั่วไปการสอบข้อเขียนในแต่ละสาขาวิซา จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มวิชา คือกลุ่มวิชาบังคับ และกลุ่มวิชาเลือก ยกตัวอย่าง ของสาขาไฟฟ้ากำลัง ดังนี้1) กลุ่มวิชาบังคับ มีเพียง 1 วิขา- มาตรฐานการติดตั้งไฟฟ้า2) กลุ่มวิชาเลือก มี 5 วิขา โดยให้เลือกสอบให้ผ่านเพียง 1 วิขา- มาตรฐานการป้องกันฟ้าผ่า, มาตรฐานสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และมาตรฐานไฟแสงสว่าง และป้ายทางออกฉุกเฉิน - Power Plant - Substation Equipment - Power Transmisslon and Distribution - protective Relayingผู้เข้าสอบข้อเขียนต้องทำคะแนนให้ได้ 60% ของแต่ละวิชา โดยวิชาที่สอบผ่านมีระยะเวลาคงสิทธิ์ 2 ปี เพื่อให้ทำการสอบเฉพาะวิชาที่ไม่ผ่านในการสอบครั้งต่อๆ ไป ซึ่งจะกำหนดให้มีการสอบปีละประมาณ 3 ครั้ง
เริ่มการสอบครั้งแรก เมื่อใดผู้ที่ทำการยื่นขอเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร ตั้งแต่ 1 มกราคม 2544 จะเข้าเกณฑ์ตามข้อกำหนดใหม่นี้ ซึ่งในการพิจารณาผู้ขอเลื่อนระดับวิศวกรของเดือนมกราคม ถึงเดือนพฤษภาคม มีผู้ยื่นขอ ประมาณ 120 ท่าน ผ่านเกณฑ์ผลงาน เพื่อเข้าทำการสอบข้อเขียนประมาณ 95 ท่านโดยจะเริ่มทำการสอบข้อเขียนครั้งแรก วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม 2544ขออวยพรให้วิศวกรทุกท่านที่เข้ารับการสอบข้อเขียน ได้สอบผ่านเป็นสามัญวิศวกรเพื่อมาทำการช่วยพัฒนาและแข่งขันกับวิศวกรต่างชาติต่อๆ ไป


วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

"เซิร์น"เดินเครื่อง

นักฟิสิกส์ไทยระบุ "เซิร์น" ยิงลำอนุภาคแรก ยังไม่น่าตื่นเต้น เพราะเดินเครื่องไม่เต็มที่ และยังต้องเก็บข้อมูลอีกเป็นเดือน ถือเป็นการอุ่นเครื่อง เหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป คาดอีก 3-5 ปีถึงจะได้เห็นผล ที่ฟันธงได้ว่ามี "ฮิกก์ส" หรือไม่ ส่วน "หลุมดำ" ที่อาจจะเกิดขึ้น เล็กกว่าระดับ "นาโน" ซ้ำก่อนเดินหน้าทดลองได้ทดสอบความเสี่ยงอันตรายเรียบร้อยแล้ว ตามเวลาประเทศไทยประมาณ 14.15 น. ของวันที่ 10 ก.ย.51 เซิร์น (CERN) หรือ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research)กำหนดเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider) เป็นครั้งแรก ทั้งนี้เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี นับเป็นเครื่องเร่งอนุภาคอันทรงพลังที่สุดในโลก โดยมีพลังงานมากกว่าเครื่องเร่งอนุภาคที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ถึง 7 เท่า ขณะที่ความน่าตื่นเต้นของการทดลองทางฟิสิกส์กำลังจะเริ่มขึ้น ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้สอบถามไปยัง ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ให้ความเห็นว่า การทดลองเดินเครื่องครั้งแรกของเซิร์นนั้น ยังไม่น่าตื่นเต้นเท่าใด เพราะยังเดินเครื่องไม่เต็มที่ โดยเดินเครื่องที่ระดับพลังงาน 0.4 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ (TeV) เท่านั้น ซึ่งเซิร์นสามารถเดินเครื่องไปได้ถึง 14 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ "ครั้งแรกนี้ยังต้องเก็บข้อมูลอีกเป็นเดือน การทดลองวันที่ 10 (ก.ย.) ระดับพลังงานอยู่ที่ 0.4 เทราอิเล็กตรอนโวลต์เท่านั้น แล้วจะเพิ่มเป็น 14 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ในปีหน้า ระหว่างนี้ก็ต้องเก็บข้อมูลอยู่พอสมควร ประมาณปีละ 15 ล้านกิกะไบต์ ซึ่งคงมีข้อมูลออกมาพอสมควร แต่คงยังไม่เจออะไรใหม่ ถือเป็นการอุ่นเครื่อง เหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป" ดร.อรรถกฤตกล่าว ทั้งนี้นักฟิสิกส์ทฤษฎีจากรั้วจามจุรี อธิบายว่า ตามทฤษฎีแล้วจะเกิดอะไรใหม่ ที่ระดับพลังงานขนาดเทราอิเล็กตรอนโวลต์ขึ้นไป ซึ่งคงต้องค่อยๆ เดินเครื่อง และคาดว่าต้องใช้เวลาเป็นเดือน โดยต้องใช้เวลาอีก 3-5 ปี จึงจะมีผลการทดลองที่ฟันธงได้ว่ามีอนุภาค "ฮิกก์ส" (Higgs) หรือหลุมดำหรือไม่ ขณะเดียวกันคาดว่าจะมีการพิสูจน์ทฤษฎีอีกหลายๆ ทฤษฎี ด้าน นายนรพัทธ์ ศรีมโนภาษ นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคยได้รับทุนระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเซิร์น วิจัยเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลของเซิร์น อธิบายกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า หลักการทำงานของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้น คล้ายกับเครื่องซินโครตรอน แต่มีความแตกต่างคือ เครื่องซินโครตรอนจะส่งอนุภาคให้เคลื่อนที่เป็นวงกลม และนำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ออกมาไปใช้ประโยชน์ ขณะที่เซิร์นสนใจที่ตัวอนุภาค และการจับอนุภาคชนกันหรือชนเป้า ส่วนความน่าตื่นเต้นของการทดลองนี้ นายนรพัทธ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน โดยในฐานะของคนทำงานแล้ว ก็มองว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นพอสมควร เพราะลงแรงไปเยอะ และไม่ได้มีความก้าวหน้าเฉพาะฟิสิกส์เท่านั้น แต่ยังมีคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และมีระบบคอมพิวเตอร์กริด (Computer grid) ซึ่งพยายามเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก เนื่องจากเซิร์นคงไม่สามารถเก็บข้อมูลทั้งหมดได้ โดยข้อมูลที่จะออกมา เทียบเท่าซีดีประมาณ 20 ล้านแผ่น และจะส่งผ่านข้อมูลไปทั่วโลก พร้อมทั้งวิเคราะห์ผ่านเครือข่าย พร้อมกันนี้ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ยังได้สอบถามไปยัง รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติซึ่งให้ความเห็นถึงการทดลองในวันที่ 10 ก.ย.นี้ว่า ในความเป็นนักฟิสิกส์แล้ว ถือว่าเป็นการทดลองที่น่าตื่นเต้น เพราะเป็นการทดลองที่ระดับพลังงานสูง และอาจค้นพบอนุภาคที่เราไม่รู้จัก โดยในทฤษฎีได้ทำนายไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเครื่องมือพิสูจน์ การทดลองของเซิร์นจะบอกได้ว่าอนุภาคเหล่านั้นมีจริงหรือไม่ ซึ่งหากค้นพบก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก สำหรับเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้น รศ.ดร.วีระพงษ์กล่าวว่า มีระดับพลังงานสูงกว่าเครื่องเร่งอนุภาคของซินโครตรอนมาก โดยการทำงานของแอลเอชซีนั้นจะเร่งอนุภาคซึ่งเปรียบเหมือนลูกปืน 2 ลูกมาชนกัน และอนุภาคเล็กๆ ซึ่งประกอบขึ้นเป็นอนุภาคใหญ่ๆ นั้นจะแตกกระดอนออกมา ต่างจากการทดลองซินโครตรอนที่ไม่ได้นำอนุภาคมาชนกัน และทดลองในระดับพลังงานต่ำกว่ามาก "สำหรับเครื่องเร่งอนุภาค ที่เซิร์นจะเร่งอนุภาคให้วิ่งในสุญญากาศหลายๆ ล้านรอบ เพื่อให้พลังงานค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับพลังงานที่ทำให้เกิดการแตกของอนุภาค เพราะหากระดับพลังงานไม่ถึงก็จะชนกันแล้วกระเด็นออกจากกันเท่านั้น โดยลำอนุภาค 2 ลำจะวิ่งสวนทางกัน แต่วิ่งกันคนละท่อ เมื่อถึงระดับพลังงานที่ต้องการแล้วเขาก็จะบังคับให้ลำอนุภาคชนกัน ส่วนจะอันตรายหรือไม่นั้น ไม่อันตรายเพราะทดลองในบริเวณปิดมิดชิด ไม่มีอะไรหลุดออกมา" รศ.ดร.วีระพงษ์กล่าว นอกจากนี้ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ยังได้รับจดหมายข่าวจากศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเสนอความเห็นของ ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน นักฟิสิกส์ชั้นนำของไทย ในฐานะที่ปรึกษาด้านวิชาการ ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย ต่อความวิตกในการเกิดหลุมดำที่จะกลืนกินโลกว่า โอกาสการเกิดหลุมดำจากการทดลองมีเพียง 1 ใน 50 ล้านเท่านั้น และหากเกิดหลุมดำจริง จะเป็นหลุมดำที่จะมีขนาดเล็กได้ถึงระดับพิโคเมตร หรือ 10-15 เมตรเท่านั้น (เล็กกว่าระดับนาโนเมตร คือ 10-9 เมตร) ทั้งนี้ เนื่องจากการเกิดหลุมดำขนาดใหญ่ ในเอกภพโดยทั่วไป ตามทฤษฎีนั้น เกิดจากการยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ กล่าวคือ โดยปกติดาวฤกษ์ในเอกภพจะอยู่ในสภาพสมดุล คือต้องมีแรงผลักออกซึ่งเกิดจากการปล่อยแสงสว่างหรือรังสีที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ และแรงดึงดูดที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง ซึ่งเมื่อดาวฤกษ์ได้เผาผลาญพลังงานนิวเคลียร์ภายในตัวจนหมดจะทำให้ไม่มีแรงผลักออก เหลือเพียงแรงดึงเข้าสู่จุดศูนย์กลางจนเกิดการยุบตัวกลายเป็นหลุมดำ ขณะที่การทดลองของเซิร์นเป็นการชนกันของอนุภาคโปรตอนที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของดาวฤกษ์ ดังนั้นหากเกิดหลุมดำก็จะมีขนาดที่เล็กจิ๋ว อีกทั้งตามทฤษฎีของฮอร์กิ้ง (Hawking) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ได้มีการคำนวณไว้ว่า หลุมดำขนาดจิ๋วที่เกิดขึ้น จะมีการระเหิดหรือการสลายตัวภายในเสี้ยววินาที (10-15 วินาที) เท่านั้น ด้วยเหตุนี้อันตรายที่จะเกิดขึ้นจากหลุมดำถือว่าน้อยมากจนไม่น่ากังวลและไม่มีผลกระทบใดๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่สำคัญการทดลองทุกรูปแบบของนักฟิสิกส์ ได้มีการคำนวณและประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายแล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดสิ่งผิดปกติจึงหยุดการทดลองได้ทันที สำหรับการทดลองในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ทีมงานผู้จัดการวิทยาศาสตร์จะรายงานให้ทราบต่อไป ส่วนผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดของสิ่งที่เซิร์นต้องการค้นหา และผลกระทบที่ชาวโลกหวาดกลัว สามารถติดตามในรายงานที่นำเสนอไปก่อนหน้านี้...ได้ที่... เซิร์น : การทดลองสุดยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ ค้นหาจุดเล็กสุดสู่กำเนิดจักรวาล

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

พันธุวิศวกรรม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

พันธุวิศวกรรม คือ อะไร? หลายๆ คนคงไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจว่า วิทยาการสาขานี้คืออะไร และมีความสำคัญเพียงใดกันแน่ แม้ว่าจะมีคำว่า “วิศวกรรม” อยู่ด้วย แต่ “วิศวกร” ผู้ศึกษาความรู้ในด้านนี้จะไม่ได้ก่อร่างสร้างสิ่งต่างๆ แบบวิศวกรในสาขาอื่นๆ แต่พวกเขาจะศึกษาการ “ตัดและต่อ” สารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับมวลมนุษยชาติ

เรียนพันธุวิศวกรรมจากจุลินทรีย์
นักวิทยาศาสตร์เคยฉงนสงสัยจนกระทั่งเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่แล้วนี่เองจึงได้รู้คำตอบว่า สิ่งที่ทำหน้าที่เป็น “สารพันธุกรรม” หรือสิ่งที่กำหนดรูปร่างลักษณะที่ถ่ายทอดจากสิ่งมีชีวิตรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูกหลาน คือ สารที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ (DNA)
โครงสร้างของดีเอ็นเอเป็นรูปเกลียวของสายดีเอ็นเอสองสายจับกันอยู่


แต่กระนั้นก็ตาม ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะมีความรู้แล้วว่า ดีเอ็นเอคือสิ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตมีรูปร่างลักษณะหน้าตาและลักษณะอื่นๆ ทั้งหมดแตกต่างกัน แต่ก็ต้องรออีกนานถึง 30 กว่าปี จึงได้มีการค้นพบที่สำคัญที่เป็นต้นกำเนิดของพันธุวิศวกรรมขึ้น นั่นก็คือ มีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงที่น่าสนใจว่า แบคทีเรียชนิดหนึ่งสามารถสร้าง “เอนไซม์” หรือโปรตีนชนิดพิเศษ ซึ่งสามารถตัดดีเอ็นเอออกเป็นชิ้นๆ ได้
แบคทีเรียอาศัยเอนไซม์ดังกล่าวในการตัดดีเอ็นเอแปลกปลอมจากภายนอก เช่น ดีเอ็นเอจากไวรัส ซึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ในเซลล์แบคทีเรีย และทำให้แบคทีเรียนั้น “ป่วย” หรือ “ตาย” ถือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกระทั่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สามารถสร้างกลไกการป้องกันตัวเองเช่นนี้ได้
ความรู้นี้เองที่ทำให้เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ สามารถประยุกต์ใช้เอนไซม์ดังกล่าวในการ “ตัด” ดีเอ็นเอที่ตำแหน่งซึ่งต้องการได้อย่างจำเพาะเจาะจง ปัจจุบัน พบว่ามีเอนไซม์ที่ทำงานในแบบเดียวกันอีกนับร้อยชนิด

ภาพวาดและภาพถ่ายไวรัส ขณะกำลังสอดใส่ดีเอ็นเอเข้าไปในแบคทีเรีย

เอนไซม์ที่แบคทีเรียสร้างขึ้น และสามารถตัดดีเอ็นเอได้


ในทางตรงกันข้าม ไวรัสก็ป้องกันตัวเองจากการถูกตัดดีเอ็นเอ ด้วยการสร้างเอนไซม์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถต่อดีเอ็นเอที่ขาดออกจากกัน ให้กลับมาติดกันดังเดิมได้ เอนไซม์ดังกล่าวจึงทำหน้าที่เสมือนกับเป็น “กาว” ที่ต่อดีเอ็นเอที่ขาดออกจากกันได้
ความรู้เกี่ยวกับเอนไซม์ทั้งสองชนิดที่สร้างโดยแบคทีเรียและไวรัส ดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นความรู้ขึ้นพื้นฐานที่สุดที่นำไปสู่การ “ตัดและต่อดีเอ็นเอ” และเกิดเป็นวิทยาศาสตร์สาขาใหม่ที่เรียกว่า “พันธุวิศวกรรม (genetic engineering)” ในที่สุด


ดีเอ็นเอเป็นสารสากลในสิ่งมีชีวิต
ความสามารถในการตัดและต่อดีเอ็นเอนำมาซึ่งความสามารถอันคาดไม่ถึง และก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล เนื่องจากดีเอ็นเอซึ่งเป็นสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ นั้น มีโครงสร้างและองค์ประกอบพื้นฐานที่เหมือนกันทุกประการในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
เราจึงสามารถตัดและต่อดีเอ็นเอจากสิ่งมีชีวิตชนิดใดก็ได้เข้าด้วยกันได้ เกิดเป็นดีเอ็นเอลูกผสมชนิดใหม่ที่อาจจะไม่เคยพบมาก่อนในธรรมชาติ
ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดที่เป็นจุดหักเหสำคัญและกระตุ้นให้เกิดการเติบโตในแวดวงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้แก่ แนวคิดเรื่องการใช้จุลินทรีย์เป็น “โรงงาน” ผลิตสารเคมีสำคัญ เช่น ฮอร์โมน และยาชนิดต่างๆ ซึ่งผลิตได้ยาก หรือแม้ผลิตได้ด้วยกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมี แต่ก็มีความซับซ้อน จนทำให้มีราคาแพงมากเกินกว่าจะผลิตออกจำหน่ายในเชิงอุตสาหกรรมได้
เพียงไม่ถึงสิบปีภายหลังการค้นพบเอนไซม์ที่สามารถตัดและต่อดีเอ็นเอได้ คือในปี ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) มีการถือกำเนิดขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่บริษัทแรกของสหรัฐอเมริกาและของโลก นั่นก็คือ บริษัทเจเนนเทค (Genentech) และเพียง 2 ปีถัดมา นักวิทยาศาสตร์ในบริษัทดังกล่าว ก็ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ในการทำให้แบคทีเรียชนิด E. coli ผลิตฮอร์โมน “อินซูลิน” ของมนุษย์ได้
ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลหลายประการ เช่น ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากยามีราคาถูกลงกว่ากระบวนการแบบเดิม ที่ต้องอาศัยกระบวนการที่ยุ่งยากในการสกัดอินซูลินจากสัตว์ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ ยังเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย
ปัจจุบัน อินซูลินที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานผลิตด้วยวิธีการนี้เป็นหลัก นับว่าความรู้ในด้านนี้สามารถช่วยผู้ป่วยโรคนี้นับหลายสิบล้านคนทั่วโลก เฉพาะในสหรัฐฯ ประเทศเดียว ก็ประเมินกันว่ามีผู้ป่วยราว 6 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ หรือมากถึงราว 18 ล้านคนเลยทีเดียว

ภาพคอมพิวเตอร์แสดงโครงสร้างของฮอร์โมนอินซูลินและผลิตภัณฑ์อินซูลิน
ที่ผลิตโดยกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม


บริษัทดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง และได้ผลิตยาในลักษณะเดียวกันออกมาอีกนับสิบชนิด และเป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมใหม่ แม้ในปัจจุบัน ก็ยังติดอันดับบริษัทที่มีการบริหารจัดการดีและมีผลประกอบติดอันดับโลกอยู่อย่างสม่ำเสมอ ในปี ค.ศ. 1991 บริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกรายหนึ่งคือ ฮอฟฟ์แมนน์-ลา โรช ได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่คือ 60 เปอร์เซ็นต์ โดยจ่ายค่าหุ้นในขณะนั้นไปถึง 2.1 พันล้านเหรียญเลยทีเดียว
นับได้ว่าความรู้ด้านพันธุวิศวกรรมมีมูลค่ามหาศาลอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว!
เพียงหนึ่งทศวรรษภายหลังการถือกำเนิดของบริษัทเจเนนเทค คือในปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) ประเมินกันว่า น่าจะมีบริษัทอยู่ราวมากว่า 400 บริษัท และมูลค่าของอุตสาหกรรมพันธุวิศวกรรมทั้งโลกในขณะนั้น น่าจะอยู่ในราว 6 ล้านเหรียญ แต่เพียงสิบปีให้หลังพบว่า มีจำนวนบริษัทเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 4 เท่าตัว และมีขนาดของตลาดขยายขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านเหรียญ หรือขยายตัวกว่า 5 พันเท่าในเวลาเพียง 1 ทศวรรษ
ปัจจุบัน ประมาณว่าน่าจะมีบริษัทด้านพันธุวิศวกรรมอยู่ทั่วโลกไม่น้อยกว่า 3 พันบริษัท ในจำนวนนี้ราวครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
จะเห็นได้ชัดเจนว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่างก็ให้เห็นความสำคัญ และความสนใจในธุรกิจด้านนี้มากเพียงใด

เมื่อมนุษย์ใช้พืชและสัตว์เป็นโรงงานผลิตสิ่งต่างๆ
จากจุดกำเนิดในการบังคับควบคุมให้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะไม่ซับซ้อนนัก ช่วยสร้างยารักษาโรคต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว ต่อมา แนวความคิดนี้ ยังได้ขยายไปถึงการสร้างสารที่สลับซับซ้อนมากกว่าเดิม ภายในสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนมากกว่าเดิม เช่น ผลิตยาหรือสารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ในพืชหรือสัตว์
ตัวอย่างหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดีได้แก่ การสร้างพืชที่สามารถสร้างสารชนิดหนึ่งจากแบคทีเรียที่สามารถฆ่าหนอนแมลงที่มากัดกินส่วนต่างๆ ของพืชได้ เช่น ฝ้ายชนิดพิเศษที่ชื่อ “ฝ้ายบีที” คำว่า “บีที” นี้เป็นอักษรย่อในภาษาอังกฤษของชื่อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งออกฤทธิ์อย่างจำเพาะกับหนอนแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ไม่ออกฤทธิ์ในคนหรือสัตว์
อีกตัวอย่างหนึ่งได้แก่ มะละกอพันธุ์พิเศษที่สามารถต้านทานโรคจากไวรัสจุดวงแหวนได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไทยสามารถตัดต่อและสร้างมะละกอได้ด้วยตนเอง เป็นต้น
ฝ้ายบีที
ปลาม้าลายเรืองแสง
นอกจากนี้ ก็ยังมีความพยายามในการในการดัดแปลงพืชให้เป็นโรงงานผลิต “วัคซีน” โดยมีการทดลองใช้พืชสามัญในเขตร้อนอย่าง กล้วย เป็นโรงงานผลิตโปรตีนบางอย่างจากเชื้อแบคทีเรียก่อโรคท้องร่วง โดยคาดหวังว่าหากสำเร็จ เราจะได้พันธุ์กล้วยที่สามารถใช้ทาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานต่อโรคท้องร่วงได้ เมื่อถึงวันนั้น ปัญหาเรื่องการขาดแคลนวัคซีน และปัญหาเรื่องการขนส่งวัคซีนที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งทำได้ยากลำบากก็จะหมดไป นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าจะใช้พืชต่างๆ ในการผลิตวัคซีนหลายชนิด
เราจะสามารถปลูก “วัคซีน” ไว้ทานที่สวนหลังบ้านตัวเองได้!
สำหรับสัตว์นั้น ก็มีการทดลองนำดีเอ็นเอจากแมงกระพรุนและดอกไม้ทะเล ใส่เข้าไปในปลาม้าลายซึ่งเป็นสัตว์ทดลองที่ได้รับความนิยมมากชนิดหนึ่ง ทำให้ปลาม้าลายซึ่งปกติจะมีลำตัวใส ไม่มีสี เกิดเป็นปลาม้าลายสายพันธุ์พิเศษที่มีสีเขียวและสีแดง ตามลำดับ เนื่องจากสีเหล่านี้ถูกบังคับให้สร้างขึ้นอย่างสัมพันธ์กับกระบวนการซ่อมแซมตนเองของปลา
นักวิทยาศาสตร์จึงคาดหวังว่า ในที่สุดแล้ว ปลาม้าลายเหล่านี้จะมีประโยชน์ สามารถใช้เป็นตัวตรวจวัดความเน่าเสียของน้ำในแหล่งน้ำได้
นอกจากนี้ ยังได้มีการทดลองนำดีเอ็นเอที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างใยแมงมุมไปใส่ไว้กับแพะ ทำให้แพะนั้นสร้างโปรตีนใยแมงมุมออกมาในน้ำนม หากสร้างสารดังกล่าวได้เป็นปริมาณมาก ก็จะมีประโยชน์เพราะใยแมงมุมมีความเหนียวและทนแทนต่อแรงดึงเป็นอย่างยิ่ง จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่น สามารถนำมาถักทอเป็นเสื้อเกราะได้ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า จากความรู้สำคัญสองเรื่อง หนึ่งคือความสามารถในการตัดและต่อดีเอ็นเอ และสองคือ ดีเอ็นเอเป็นสารที่มีความเป็นสากลในหมู่สิ่งมีชีวิต ทำให้สามารถประยุกต์ใช้ความรู้เหล่านี้ได้อย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดผลต่อเนื่องเกิดเป็นธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพขนาดใหญ่ จนทำให้นักเขียนและนักพยากรณ์อนาคตหลายๆ คนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เทคโนโลยีชีวภาพซึ่งมีพันธุวิศวกรรมเป็นส่วนหนึ่งนั้น จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญและเป็นคลื่นลูกที่ 4 ที่จะมาฉายแสงบดบัดคลื่นลูกที่สามอย่างไอทีและคอมพิวเตอร์ ในที่สุด
จะเห็นได้ว่า แม้ว่าพันธุวิศวกรรมจะเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับคนทั้งโลก คือ มีประวัติศาสตร์เพียงราว 30 ปีเท่านั้น แต่ก็เป็นศาสตร์ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง การทำความเข้าใจวิทยาการในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น มิฉะนั้น คนไทยก็จะพลาดโอกาสอันดีที่จะสร้างศักยภาพในเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง เพราะมัวคัดค้านด้วยความไม่รู้ และไม่ยอมทำความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ
แม้ว่าอดีตและปัจจุบันของพันธุวิศวกรรมจะดูน่าตื่นเต้นเพียงใด และอนาคตเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้นั่นก็คือ อนาคตของพันธุวิศวกรรมจะยิ่งน่าตื่นเต้น และน่าสนใจยิ่งไปกว่านี้อย่างแน่นอน!

พันธุวิศวกรรม(จีโนม)

Biotechnology Vocab: จีโนม
จีโนมคืออะไร
จีโนม คือ สารพันธุกรรมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด หรือ “ยีนทั้งหมด” ของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งกำหนดและควบคุมลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น หากทราบว่ายีนทั้งหมดมีวิธีการทำงานอย่างไรก็สามารถปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาลักษณะต่างๆ ของพืช และสัตว์ให้ดีขึ้นตามที่เราต้องการได้ การศึกษาวิจัยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในหลายๆ ด้าน อาทิเช่น การแพทย์ การเกษตร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ สินค้าในหลายรูปแบบ ตั้งแต่เป็นข้อมูล ภูมิปัญญา และองค์ความรู้ จนถึงสารตั้งต้นในการพัฒนายา หรือเคมีภัณฑ์ใหม่ๆ
การศึกษาจีโนมทำอย่างไร
การหาลำดับการเรียงตัวของเบส
ดีเอ็นเอ หรือ สารพันธุกรรม ประกอบด้วย ตัวอักษรเพียง 4 ชนิด คือ เอ (A) ที่ ซี และ จี ตัวอักษรทั้ง 4 ชนิดนี้ มีหลายตัวเรียงกันเป็นสายยาว จีโนมของมนุษย์นั้นมีอักษร 4 ชนิดนี้ 3 พันล้านตัว จีโนมข้าวมี 430 ล้านตัว การที่จะอ่านตัวหนังสือที่มีอยู่เป็นพันๆ ล้านตัว และทำความเข้าใจตัวหนังสือเหล่านี้ ต้องรู้ก่อนว่าตัวหนังสือเหล่านี้มีการเรียงตัวอย่างไร ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงทำการหาการเรียงตัวของลำดับเบสซึ่งประกอบกันเป็นสารพันธุกรรมก่อนเป้นอันดับแรก
จากตัวหนังสือแปลเป็นยีน
ยีนเป็นตัวกำหนดรหัสพันธุกรรม ยีนแต่ละยีนแตกต่างกันในจำนวนและลำดับของตัวอักษรทั้ง 4 ชนิด ดังนั้นเมื่อทราบลำดับของตัวอักษรทั้งหมดแล้ว มีความจำเป็นต้องศึกษาต่อไปว่า ตัวอักษรที่ประกอบกันยาวเหยียดหลายตัวนั้น ประกอบเป็นยีนกี่ชนิด และมียีนอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น ในจีโนมมนุษย์คาดว่ามียีนประมาณ 35,000 ยีน จีโนมข้าวคาดว่า มียีนประมาณ 33,000 – 50,000 ยีน ดังนั้นขั้นตอนนี้ก็คือการแปลตัวอักษรเป็นยีน ก็เหมือนกับการอ่านคำ คำแต่ละคำมีความหมายแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตัวอักษร ลำดับตัวอักษร และตัวอักษรนั้นถูกวางอยู่ที่ใดในประโยค
จากยีนสู่โปรตีน
จากอักษรในยีน ถูกแปลเป็นกรดอะมิโน (3 ตัวอักษรเท่ากับ 1 กรดอะมิโน) กรดอะมิโนเหล่านี้เรียงตัวต่อกันไปเป็นโปรตีน
จากบรรพบุรุษเดียวกัน มีวิวัฒนาการแตกแขนงออกไปเป็นสิ่งมีชีวิตต่างๆ ยีนที่ควบคุมลักษณะหรือสร้างโปรตีนเดียวกันในสิ่งมีชีวิตต่างๆ จะใกล้เคียงกัน ดังนั้น ถ้ารู้หน้าที่ของยีนในสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ก็สามารถนำลำดับเบสของยีนหรือกรดอะมิโนในโปรตีนที่สร้างจากยีนนั้นไปเปรียบเทียบลำดับเบสในดีเอ็นเอของอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งว่า มียีนชนิดเดียวกันหรือไม่ (เรียกว่า Comparative analysis หรือ การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ) ดังนั้น จึงมีการทำโครงการจีโนมของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด ถ้ามีลำดับเบสของยีนหรือลำดับกรดอะมิโนในโปรตีนที่ไม่ทราบหน้าที่ในสิ่งมีชีวิตหนึ่ง ก็สามารถเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่ทราบหน้าที่ของยีนหรือโปรตีนนั้นแล้ว และที่มีความใกล้เคียง ซึ่งอาจสันนิษฐานว่ายีนที่เราศึกษามีหน้าที่อะไร